เมื่อทรัพยากรไปกระจุกอยู่ที่มิจฉาชีพ
การจับพระทุศีลหรือพวกเน่าหนอนทำลายศาสนาออกไปมีประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร? ในเบื้องต้นก็คงจะเป็นความสบายใจที่เสนียดจัญไรได้ถูกขับออกไปได้อีกหนึ่งคน แต่แน่นอนว่าควรขจัดออกไปให้ได้มาก ๆ ได้มากเท่าไหร่ศาสนาก็ยิ่งสะอาด และมีประโยชน์อย่างมากต่อสังคม
นั่นก็เพราะพวกพระทุศีล พระนอกรีตทั้งหลายมักจะพูด สอน อ้างถึงการทำทานโดยให้มีเป้าหมายสุดท้ายที่ผลประโยชน์จะตกมาถึงตน จะพูดตรง ๆ หรือจะพูดเลียบเคียง ก็จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า “เราควรบริจาคทรัพย์ให้ท่านผู้นี้แหละดีที่สุด” ซึ่งเป็นพฤติกรรมนอกหลักศาสนาพุทธ
เมื่อมีทรัพยากรเข้ามามาก ๆ เงิน ทอง บริวาร ก็มักจะเจียดส่วนน้อยไปสร้างภาพว่าเป็นคนดี ทำดี ช่วยเหลือสังคม แต่ส่วนใหญ่ก็กักเก็บไว้เอง ให้สีกาคนสนิท ให้ญาติพี่น้อง ประพฤติปฏิบัติเหมือนโจรปล้นศาสนา อย่างเคสล่าสุดที่เป็นข่าวก็หลายร้อนล้าน เคสเก่า ๆ ก็เป็นหมื่นล้าน เงินพวกนี้ไม่ได้ถูกนำไปทำประโยชน์อย่างที่หลายคนคิด แต่เอาไปกองไว้ให้ผู้นำทางจิตวิญญาณที่เป็นมิจฉาชีพบำเรอตนและพวกพ้อง
เงินที่ควรจะเป็นประโยชน์ก็ไม่เป็นประโยชน์ การทำทานก็ไม่บริสุทธิ์ แทนที่ทรัพยากรจะถูกแจกจ่ายเป็นทานให้ผู้ที่ลำบากจริง ๆ คนป่วย คนที่กำลังลำบาก เด็กที่ด้อยโอกาส ฯลฯ ยังมีการให้ทานอีกหลากหลายรูปแบบที่ให้ผลเป็นรูปธรรมชัดเจนกว่าการเอาเงินไปบริจาคให้มิจฉาชีพเอาไปบำเรอสีกาจนรวยกระจุกกันอยู่ไม่กี่คน
ถ้าเจอผู้นำทางจิตวิญญาณในรูปนักบวชที่อ้างตนว่าเป็นพุทธแท้ แต่สะสมเงิน มีอำนาจในการบริหารเงิน จะใช้เงินต้องได้รับอนุญาตจากผู้นำคนนั้น ให้ปักธงแดงรอไว้ก่อนเลย ว่าไม่น่าจะใช่ผู้ปฏิบัติตามหลักพุทธเสียแล้ว มีแนวโน้มจะเป็นมิจฉาชีพเสียมากกว่า ขนาดผู้นำบางคนที่โอ้อวดตัวเองว่าเป็นระบบแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ พึ่งพากัน เอาเงินมารวมกัน แต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจใช้เงินก็อยู่กับผู้นำอยู่ดี ดีไม่ดีผู้นำเอาเงินไปใช้ซื้อหรือสร้างสิ่งไร้สาระบำเรออัตตาตนเองด้วย อันนี้บางทีมันไม่ตรงไปตรงมา เราจะดูแต่คำโฆษณาไม่ได้ เพราะบางทีเขาก็ไม่ได้มีป้ายกำกับว่า “คำพูดอุดมการณ์หวานหอมเหล่านี้ มีไว้เพียงเพื่อโฆษณาหาบริวารเท่านั้น” ดังนั้นเราต้องคอยสังเกตเอาเอง
…
12 กันยายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
