นักบุญทุนชาวบ้าน
หนึ่งในวิธีการที่พระนอกรีตนิยมมากที่สุดในสมัยนี้คือ เอาเงินชาวบ้านมาสร้างภาพว่าตนเป็นนักบุญ…
เราต้องเข้าใจก่อนว่า การที่พระหรือนักบวชรับเงินทองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกห้าม ไม่ให้ทำในศาสนาพุทธ ปัจจุบันมีการปฏิบัติที่บิดเบี้ยวไปตามกิเลสตัณหาของคน จึงกลายเป็นพระในไทยรับเงินกันเป็นปกติ ใช้เงินซื้อของกันเป็นปกติ และเอาเงินไปทำความดีสร้างภาพต่อได้ ทั้ง ๆ ที่กระบวนการเหล่านั้นพระพุทธเจ้าท่านตัดตอนไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว
ทีนี้พวกที่เข้ามาในศาสนาหวังกอบโกยก็คิดสารพัดวิธีที่จะทำให้ได้เงิน ทำให้การรับเงินเป็นเรื่องปกติ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ มันคือวิธีคิดแบบนอกรีต (นอก – รีต หมายถึง ความเชื่อและการปฏิบัติที่ขัดกับแนวคิดดั้งเดิม ในบทความนี้หมายถึงขัดกับคำสอนเถรวาท) สุดท้ายก็กลายเป็นสร้างรูปแบบการรับเงินอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นในสังคมและทำให้มันกลายเป็นเรื่องสามัญ ดูแล้วไม่ผิด ใครไม่ให้สิแปลก ใครให้เงินพระไม่แปลก ให้เงินพระเยอะ ๆ แล้วผู้คนพากันสาธุอีกต่างหาก
กระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดพวกนอกรีตที่ทำตัวเป็นนักบุญทุนชาวบ้าน เอาเงินเขามาสร้างประโยชน์มากมาย ได้หน้าตาชื่อเสียง ดูดีในสังคมเชียวล่ะ แต่ถูกหลักศาสนาพุทธไหม? คำตอบคือไม่ แล้วทำไมยังทำกันอยู่ บวชเป็นพระไม่เคยศึกษาพระธรรมกันหรือ? วัน ๆ เอาแต่กิน ๆ นอน ๆ หรือยังไง จึงไม่รู้ว่าควรปฏิบัติอะไร
เราจะแยกพระมีปัญญากับพระนอกรีตออกจากกันได้ โดยใช้หลักของพระพุทธเจ้าเรื่องหนึ่งก็คือการรับเงินนี่แหละ คนมีปัญญาบวชเข้ามาหาความเจริญจะไปทำสิ่งที่ขัดกับพระพุทธเจ้าทำไมกัน? จริงไหม? ถ้าคิดเอาประโยชน์หลักของการบวชเข้าศาสนาคือเดินตามทางพระพุทธเจ้า แล้วจะเลือกเดินทางอื่นทำไม
ส่วนคนไม่มีปัญญาหรือพวกนอกรีตก็รับเงินอย่างไม่รู้สึกผิด ไม่คิดว่ามันบาป คิดว่ามันเอาไปช่วยคนต่อได้ เอาไปทำความดีได้ เฉโกไปตามกิเลส เรื่องบริหารบ้านเมืองเป็นเรื่องของฆราวาส พระก็มีหน้าที่พาตัวเองให้บรรลุธรรมเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เอาแต่ช่วยคนอื่นตัวเองไม่พ้นทุกข์ แบบนี้พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญนะ ดีที่สุดคือทำตัวเองให้พ้นทุกข์ช่วยคนอื่นได้ รองลงมาคือตัวเองพ้นทุกข์ช่วยคนไม่ได้ไม่เป็นไร ส่วนแย่สองอย่างคือ ตัวเองไม่พ้นทุกข์ แต่ช่วยคนอื่นได้ และตัวเองก็ไม่พ้นทุกข์ คนอื่นก็ช่วยไม่ได้ 2 อย่างหลังนี่ท่านไม่แนะนำ
…
11 กันยายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
