พระเร้าหรือ จะเอาให้ได้ดั่งใจ ห้ามก็ใครละเมิดสิทธิ์ฉัน
กรณีน่าอายในวงการศาสนาพุทธบ้านเราอีกครั้งกับพระที่ออกอาการไม่ได้ดั่งใจ เมื่อชาวบ้านเขาไม่ให้ตามสิทธิที่ตนยึดถือ ก็เร้าหรือ เรียกร้อง ดูแล้วเป็นที่น่าเสื่อมเสียชื่อเสียงของศาสนาพุทธเถรวาทบ้านเรายิ่งนัก
ในมุมของศาสนาพุทธ เราศึกษาปฏิบัติเพื่อปล่อยวาง ลดตัวลดตน เพื่อให้ไม่เหลือความยึดมั่นถือมั่นแม้แต่ในความถูกต้องหรือสิทธิมนุษยชนก็ตามที การที่เราจะถูกปฏิเสธ หรือกระทั่งการที่เราจะถูกทำร้าย ไม่มีคำสอนใดในศาสนาพุทธที่สอนว่า “เอาคืนแม่งเลย!!”
เรามาศึกษาตัวอย่างจากพุทธประวัติกัน
เรื่องที่ 1 พระพุทธเจ้าถูกพระเจ้าสุปปพุทธะขัดขวางไม่ให้ไปบิณฑบาตอยู่ 7 วัน ท่านก็ไม่ได้ไปเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมหรือเรียกร้องสิทธิมนุษยชนอะไรจากเขานะ
เรื่องที่ 2 พระพุทธเจ้าถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ความว่าท่านไปทำให้นางท้อง ท่านถูกกล่าวหา ทำลายชื่อเสียง สุดท้ายเฉลยคือนางแกล้งทำเพื่อใส่ความ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เอาผิดอะไรนะ ท่านไม่ได้ฟ้องกลับ
เรื่องที่ 3 พระพุทธเจ้าถูกพระเทวทัตวางแผนฆ่าหลายครั้ง ก็ไม่ได้แจ้งความจับหรือทำโทษอะไร ท่านก็เพียงแค่รับกรรมที่ท่านเคยทำมาเท่านั้นเอง
…
ที่ยกมาเล่านี่ไม่ได้คาดหวังจะให้พระทำได้เหมือนกับพระพุทธเจ้านะ เพียงแต่เอามาเป็นแนวทางที่ว่าควรจะปฏิบัติไปในทิศทางไหน จะจบปัญหาที่ตนเองหรือจะเริ่มปัญหาใหม่
คือถ้าเราปฏิญาณตนว่าเป็นผู้ศรัทธาหรือนักบวชในพระพุทธศาสนา เราก็ควรจะมีธงไปในแนวทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าพาปฏิบัติ ในกรณีนี้ที่ทำก็ตรงข้ามกับหลักการของจุลศีลไปแล้ว 1 ข้อ คือ “รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้” สรุปง่าย ๆ ถ้ามีความเห็นไปตามแนวทางของศีล มันก็จะไม่มีปัญหา ไม่เรียกร้อง, let it go
การที่พระไม่ได้พักโรงแรมนี่ก็ดูจะไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับพระที่เขาปฏิบัติดีทั่วไป หรือเรื่องสิทธิมนุษยชนนี่ยิ่งไม่ใช่ปัญหาในศาสนาพุทธเลยด้วยซ้ำ จริง ๆ กรณีแบบนี้แค่ปรับความเห็นของตนเองให้เข้าทางสัมมาทิฏฐิ มันก็ไม่เป็นเรื่อง ไม่เป็นปัญหาแล้ว ที่มันเป็นปัญหาเพราะตัวตนมันเยอะ มันต้องคอยปกป้อง เรียกร้องสิทธิมากมายสารพัดนั่นแหละ
ส่งท้ายกับหมวด AI (ข้อความหลังจากนี้ให้ลองเอาไปตั้งคำถามกับ ai)
Prompt : ถ้าพระพุทธเจ้ารู้ว่าพระสงฆ์สาวกในปัจจุบันเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในการเข้าพักในโรงแรงหนึ่ง ที่เขาไม่สะดวกใจในการให้พระเข้าพัก ท่านจะสอนสงฆ์สาวกว่าอย่างไร?
26 กันยายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
