Home » Fact or fiction ศาสนาเสื่อมลงไปทุกวัน vs ศาสนาไม่เคยเสื่อม

Fact or fiction ศาสนาเสื่อมลงไปทุกวัน vs ศาสนาไม่เคยเสื่อม

Fact or fiction ศาสนาเสื่อมลงไปทุกวัน vs ศาสนาไม่เคยเสื่อม

เป็นเรื่องที่มักจะถูกหยิบยกมากล่าวถึงเสมอเมื่อมีข่าวฉาวโฉ่ในวงการศาสนาพุทธ ว่าพุทธในวันนี้เป็นเช่นไร? พุทธศาสนิกชนควรปรับตัวอย่างไร? ศาสนาพุทธเสื่อมลงหรือไม่? หรือเป็นเพราะศีลธรรมในคนเสื่อมถอย…

ถ้าเป็นความเห็นของผม จะให้…

ศาสนาเสื่อมลงไปทุกวัน = fact (เรื่องจริง)

ศาสนาไม่เคยเสื่อม = fiction (ไม่จริง)

นั่นก็เพราะ…

ที่เราเห็นกันชัดอยู่แล้วว่าทุกวันนี้ ว่ามาตรฐานศีลธรรมของพระก็เสื่อมลง เช่น กรณีพระรับเงิน รับทอง รับตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ แล้วมันดันกลายเป็น norm ของสังคมปัจจุบันไปเสียอีก ว่าสิ่งนี้ถูก ไม่มีความผิด นั่นหมายถึงอะไร? มันคือการที่ขีดวัดศีลธรรมของศาสนาในยุคปัจจุบันต่ำลงไปกว่าอดีตนั่นเอง

ถ้าจะยกเป็นภาพรวมของสังคมยุคบุกเบิกที่มีพระอรหันต์มาประชุมกันเป็นพันบ้าง ห้าร้อยบ้าง มาเทียบกับสมัยนี้ที่คนอาจจะเริ่มรู้สึกอยู่เนือง ๆ ว่า นี่พระหรือมิจฉาชีพกันแน่นะ ก็จะเป็นภาพที่ชัดอีกภาพหนึ่ง ว่าปริมาณของบุคคลที่มีคุณภาพมันตกลงไปจริง ๆ

ส่วนความคิดเห็นว่า “ศาสนาไม่เคยเสื่อม” ก็เป็นมุมที่คิดได้ แต่ไม่เป็นความจริง ซึ่งแนวคิดนี้อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติม เช่น “คนเสื่อม ศาสนาไม่เสื่อม” ก็อาจจะเป็นการโยนบาปให้คนผู้กระทำผิดเป็นกรณีไปโดยไม่ได้พิจารณาภาพรวมของความเปลี่ยนแปลง ในอีกมุมหนึ่งมันอาจจะเป็นเพียงการปกป้องศรัทธาที่ตนหวงแหนไว้ก็ได้ว่า คนนั้นทำผิดนะ ฉันไม่ได้ทำผิด ฉันยังทำดีอยู่ ฉันยังไม่เสื่อมจากศีลธรรม ถ้าคิดแบบนี้คงต้องกลับไปตอบคำถามง่าย ๆ แต่ภาพชัดเจนเช่น พระในอดีตรับเงิน รับตำแหน่งกันบ้างไหม สมัยพุทธกาลรับเงินแล้วโดนพระพุทธเจ้าติหรือชม แล้ววิเคราะห์เปรียบเทียบกับภาพรวมสมัยนี้

ซึ่งการยอมรับความเสื่อมของศาสนาก็ไม่ต่างกับการยอมรับความแก่ชราของร่างกายเรา ซึ่งมันจะเหี่ยว หด เสื่อมถอยลงไปเป็นธรรมดา

ในมุมของหลักธรรม การเสื่อมของศาสนามีได้หลายกรณี หลายมิติ ทั้งในมุมของการไม่เคารพพระพุทธเจ้า บัญญัติคำสอนใหม่ ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัย ไม่เคารพสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า (ในบริบทนี้หมายถึงพระอริยะ ไม่ใช่คนห่มผ้าเหลืองนะ) ยังมีส่วนของด้านวิชาการเช่น การผิดเพี้ยนของการบันทึกเนื้อหา ความถูกต้องของพยัญชนะ และการตีความหมาย สรุปแล้วมีสารพัดเหตุให้ศาสนาเสื่อมลง

ความเสื่อมของศาสนาจะเสื่อมไปจนถึงขีดสุดและวนกลับไปเจริญใหม่ เป็นวงจรวัฏสงสารที่ไม่มีวันจบสิ้น (จักกวัตติสูตร) อันนี้ผมกำลังสรุปถึงภาพรวมตามที่พระพุทธเจ้าได้เล่าไว้

มาถึงแนวคิด “ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์” ตัวข้อความจริง ๆ มาจาก (มหาปรินิพพานสูตร ข้อ 138) มีรายละเอียดของการปฏิบัติดี นั่นหมายถึงการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 หรือวิธีปฏิบัติ 8 ประการเพื่อความเป็นอริยะบุคคล ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติดีตามแบบที่ฉันคิด หรือผู้ที่ปฏิบัติตามแบบที่ฉันชอบ ไม่ใช่การทำความดีแบบทั่วไป (กัลยาณชน) ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดของการปฏิบัติมรรค 8 ที่สามารถทำให้ชัดเจนได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่ถูกยกเป็นผู้รู้ ครูบาอาจารย์ หรือถูกยกว่าเป็นพระอรหันต์ จะปฏิบัติได้จริงตามนั้น จะต้องดูในรายละเอียดด้วยว่าเป็นมรรค 8 ที่ตรงกับธรรมวินัยหรือไม่ หรือเป็นเพียงมรรคง่ายที่ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้การอธิบายมรรค 8 ได้ถูกต้องก็ยังเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง การปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่า มีบางคนอธิบายได้ถูกแต่ตัวเองปฏิบัติไม่ได้ก็มีเหมือนกัน (เช่น พระใบลานเปล่า ยุคนี้ก็มีเหมือนกันนะ)

มาถึงจุดนี้ก็คงพอรู้กันแล้วว่า เสื่อมหรือไม่จะตรวจสอบกันอย่างไร เอาไปตรวจตัวเองก็ได้ ตรวจครูบาอาจารย์ก็ได้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เน้นการศึกษา ทดลอง เปรียบเทียบ สรุปผล แม้จะเป็นผู้มีศรัทธา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาด้านปัญญาด้วยตนเองไม่ได้

18 กันยายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *