กลัวว่าศรัทธาจะหายไป
เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉาวโฉ่ สาวกบางส่วนทั้งนักบวชหรือฆราวาสผู้เห็นผิด ก็มักจะเกิดความกลัว คือกลัวว่าศรัทธาจะหายไป ครูบาอาจารย์ที่ตนนับถือจะอยู่ลำบาก นั้นเพราะยังมีมิจฉาทิฏฐิหรือความเห็นผิดเป็นตัวขับเคลื่อนความคิด เพราะถ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว ความกลัวกังวลจะมีมาแต่ไหนเล่า
ความกลัวกังวลเป็นหนึ่งในกิเลสที่เห็นได้ทั่วไป อย่างกรณีข่าวช่วงนี้เป็นเรื่องของความกังวลว่าจะเสียลาภสักการะ ถ้าจะเทียบหลักธรรมก็คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสรรเสริญ เป็นข้อธรรมในหมวดโลกธรรม 8 ผู้ที่ไม่เข้าใจในธรรมข้อนี้ ก็จะไม่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มีเจริญ มีเสื่อม มีขึ้น มีลง ก็เหมือนน้ำขึ้นน้ำลง มันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้ายอมรับไม่ได้ก็จะเป็นทุกข์กับมัน ไปห้ามไม่ให้น้ำลง ก็เหมือนกับไปห้ามไม่ให้คนวิจารณ์คนที่ตนรัก ห้ามไม่ให้คนเลิกศรัทธาคนที่ตนรัก ยังเป็นความอ่อนด้อยในภูมิธรรมที่ยังไม่เข้าใจในความเป็นไปของโลกว่ามันก็วนเวียนอยู่แค่นี้
ก็คงจะมีทั้งนักบวชที่กลัวตัวเองจะลำบากหรือฆราวาสที่กลัวครูบาอาจารย์ตัวเองจะลำบากก็เลยต้องออกมาปกป้องจุดยืนของตัวเองไม่ให้ใครมาเปลี่ยนแปลงจากจุดที่ตนยึดอยู่ คือยึดว่าต้องศรัทธา ห้ามศรัทธา พอกระแสเสื่อมศรัทธามาใจก็หวั่นไหว รับไม่ได้ ต้องไปพยายามปรับภายนอก คนอื่น ความคิดอื่นให้ตรงกับสิ่งที่ตนเองศรัทธา ซึ่งอาจจะอ้างธรรมมะหมวดอื่นมาเพิ่มพลังให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ความกลัวในจิตที่จะต้องเสื่อมจากโลกธรรมก็ยังเป็นความจริงที่หลีกหนีไม่ได้อยู่ดี
อีกข้อเรื่องสัมมาทิฏฐิเรื่องกรรม ถ้าเห็นถูกเข้าใจกรรมมันก็ไม่มีปัญหา ใครทำอะไรก็ได้รับอย่างนั้น fair fair คนทำดีจะไปเดือดร้อนอะไร คนทำชั่วเขาก็รับของเขาไป ไม่เห็นมีปัญหา ต่างคนต่างอยู่ ก็ยกเว้นเสียแต่จะไปร่วมหัวจมท้ายด้วยกันนั่นแหละเลยร้อนตัว
อาจจะต้องแนะนำให้ศึกษาพุทธประวัติให้มาก ๆ เวลาที่พระพุทธเจ้าโดนกล่าวหาท่านทำอย่างไร ท่านร้องแรกแหกกระเชอหรือไม่? ท่านพูดโจมตีคนที่กล่าวหาท่านหรือไม่? ท่านพูดปกป้องลาภสักการะตัวเองหรือไม่? คำตอบคือท่านพูดแต่ความจริงและไม่เพ่งโทษอีกฝ่าย จบ… ง่าย ๆ แค่นี้แหละ
12 กันยายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
