ฆราวาสขจัดมารศาสนา
ในสมัยพุทธกาล เวลาพระทำผิด ก็จะมีการสอบถามสืบสวน คนถามก็ถามตรง ๆ คนผิดก็ตอบซื่อ ๆ ทำผิดอย่างไรก็ตอบไปตามนั้น จนคนในยุคปัจจุบันอ่านประวัติศาสตร์แล้วถึงกับงงว่าจะซื่ออะไรกันปานนั้น พอได้สืบสวนจำเลยเสร็จก็ตัดสินกันไปตามความจริง
ต่อมาอีก 200 ปี ในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ความตรงไปตรงมาและความซื่อสัตย์นั้นหายไป การจะให้หมู่สงฆ์จัดการกันเองกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เลยต้องพึ่งบารมีกษัตริย์ จับพระนอกรีตสึกกันเป็นหมื่น ๆ แน่นอนว่าพระเจ้าอโศกมีที่ปรึกษาที่ดี คือยังมีพระที่ดีอยู่ ช่วยชี้ ช่วยคัดแยก ศาสนาจึงกลับมาสะอาดได้อยู่ช่วงหนึ่ง
ต่อมาในยุค 2500+ ปี ยุคนี้ก็เดินทางมาถึงครึ่งหนึ่งของอายุศาสนาแล้ว พระที่ดีที่คอยชี้ให้ผู้มีอำนาจจัดการปัญหาก็ไม่มีเหลือ หมู่สงฆ์ไม่สามารถกำจัดพวกนอกรีตออกไปได้เอง ซ้ำยังไม่มีท่าทีในการส่งเสริมการกำจัดขยะออกจากศาสนาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ กระบวนการกำจัดจึงซับซ้อนขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ต้องวางแผน ต้องแอบสืบ ต้องแอบบันทึกข้อมูล เพราะคนยุคนี้ไม่เหลือความตรงไปตรงมาแล้ว ซ้ำยังโกหกปลิ้นปล้อน แม้โดนจับได้ก็ยังสร้างภาพว่าตนเป็นคนดีได้อย่างน่าประหลาดใจ
ในยุคนี้จึงต้องอาศัยกำลังของฝ่ายฆราวาสเข้ามาจัดการปัญหา ในขณะที่หมู่พระก็หมดศักยภาพในการกู้ภาพลักษณ์ของกลุ่มตัวเองไปแล้ว เพราะแยกกันเป็นกลุ่ม ๆ แก๊ง ๆ ไม่ช่วยกันชำระให้สะอาด เลยเป็นหน้าที่ของฆราวาสในการเข้ามาจัดการปัญหา ซึ่งวิธีการและผลที่ได้รับมันก็จะออกไปทางฉาวโฉ่สักหน่อย เพราะเขาจำเป็นต้องหาหลักฐานมัดให้แน่นจริง ๆ ซึ่งหลักฐานเหล่านั้นก็มักจะเป็นภาพที่สาธุชนรับไม่ได้ แต่นั่นก็คือความจริงในยุคสมัยนี้
ในเชิงอุดมคติ ทางคณะสงฆ์ควรจะเป็นผู้นำในการล้างบางพวกนอกรีต พระทุศีล หรือมิจฉาชีพที่ปลอมปนเข้ามาในศาสนา แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นฝ่ายฆราวาสที่ต้องทำอย่างระมัดระวังด้วยความเกรงใจ เพราะไม่มีทั้งนโยบาย แนวคิด หรือแนวทางการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมใด ๆ ในการจัดการปัญหาซ้ำซากเหล่านี้ ก็ทำได้เพียงจัดการไปเป็นกรณีไป ส่วนการขยายผล การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ กลายเป็นเรื่องที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาในที่สุด
สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณคณะทำงานทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนที่ช่วยชำระศาสนาให้สะอาดขึ้นอีกนิด หากจะทำให้คำว่า “บุญกุศล” เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นมา จับต้องได้ มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคม หนึ่งในนั้นก็คือการกระทำเหล่านี้นี่แหละ
13 กันยายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
