ตอนนี้ปฏิบัติธรรมอย่างไร?
มีผู้ถามค้างไว้หลังจากผมแจ้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษา
การปฏิบัติธรรมของผมตอนนี้ ถ้าจะให้เห็นภาพ ก็ปฏิบัติในฐานะปัจจุบันของตัวเอง อ่านแล้วอาจจะงง ๆ จะลองยกตัวอย่างให้อ่านกันครับ
เช่นในชีวิตประจำวัน ผม “อยาก” ได้ อยากลงทุนเพิ่มในธุรกิจเล็ก ๆ ของผมแต่ความอยากเหล่านั้นก็ต้องมีส่วนแลกไปคือ “เงิน” ดังนั้นเมื่อเราจะเสียทรัพยากร ผมจะพิจารณา 2 ส่วน คือ 1.ความจำเป็น และ 2.ความอยาก
ความจำเป็น เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย เมื่อเราอยากได้อะไร มันจะสร้างเหตุผล สร้างความจำเป็นขึ้นมา เมื่อผมใช้เวลาพิจารณา ปรึกษาเพื่อนร่วมงาน ผมอาจจะได้ฟังความเห็นต่างที่เขามองไม่เหมือนเรา เอาง่าย ๆ ว่าเขามองว่าไม่จำเป็น “สำหรับตอนนี้”
พอโจทย์ความจำเป็นตกไป มันจะเหลือความอยากล้วน ๆ ล่ะทีนี้ ที่จะพยายาม “สู้” เพื่อสร้างความจำเป็นที่จะได้สิ่งนั้นขึ้นมา อาการของความอยากจะเห็นยากกว่า ต้องอาศัยดูอาการสู้ เศร้า เสียใจ เสียดาย ฯลฯ ถ้าได้สมใจอยากก็อาจจะไม่ชัด แต่ถ้าไม่ได้สมใจอยากก็จะเห็นทุกข์ชัด ผมก็จะมาดูตรงนี้ เพราะความอยากมันมีรากมาจากความยึด ก็ต้องมาดูความยึดกันต่อไป อันนี้เล่าถึงแค่กระบวนการดูให้เห็นปัญหาก่อน ยังไม่เข้ากระบวนการจัดการปัญหานะ
อีกโจทย์ในชีวิตประจำวันคือโทสะ ความโกรธ ความไม่พอใจ หงุดหงิด ขุ่นเคือง อันนี้ก็เจอได้ในชีวิตประจำวัน ก็ปฏิบัติธรรมกับตรงนี้ เพราะมันไม่สามารถทำให้สิ่งแวดล้อมหรือคนรอบข้างถูกใจเราได้ทุกวัน การดูก็คล้าย ๆ กับกรณีของความอยาก ความไม่พอใจทั้งหลายก็เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน
สองโจทย์คู่ชีวิต ความอยาก กับความยึด ซึ่งจะแสดงอาการออกไปทางการแสวงหาไขว่คว้าหรือความโกรธ ไม่พอใจต่าง ๆ ผมว่าเท่านี้ก็มีโจทย์ปฏิบัติธรรมไปได้ทั้งชีวิตแล้ว
ในส่วนการจัดการปัญหา คือการทำให้สงบ โดยพื้นฐานจิต การทำสมถะ หรือกำลังของจิต ก็มีส่วนสำคัญในการข่มปัญหาไม่ให้ลุกลามใหญ่โต ตรงนี้เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้กัน คือเกิด แล้วก็ไปดับ เกิดแล้วก็ไปดับ อันนี้ผมก็เข้าใจพื้นฐานตรงนี้ แต่ไม่ได้ทำแบบเขา
ส่วนใหญ่ถ้ามันสงบแล้วก็มาพิจารณาสาเหตุที่มันเกิดต่อ แน่ล่ะที่ตอนแรกอาการกิเลสทั้งหลายมันต้องสงบลงไปก่อน มันถึงจะไปต่อได้ ถึงจะเป็นแค่เสี้ยววินาที แต่มันก็ต้องทำให้อาการเหล่านั้นสงบไปก่อน
การที่เกิดความอยากหรือความไม่พอใจ มันก็มีเหตุอยู่ เราก็ต้องรู้เหตุนั้น แต่เราจะข้ามไปอวิชชาไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักอุปาทานของตัวเอง กิเลสของทุกคนเป็นสภาพที่ยึดต่างกัน ดังนั้นเวลาจะแก้ปม ต้องแก้ด้วยการรู้จักปมของตัวเองก่อน
คนโกรธเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยึดในเรื่องเดียวกัน เขาอาจจะยึดคนละมุมก็ได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงเป็นสภาพปัจเจก คือมีแต่ตัวเองนั่นแหละที่รู้ปมที่ตัวเองยึด จะว่ามีอีกคนก็ใช่ คือพระพุทธเจ้า แต่ตอนนี้ท่านไม่อยู่แล้ว ก็เหลือตัวเอง กลายเป็นว่า ปัญหาของตัวเองก็ต้องแก้ด้วยตัวเองนั่นแหละ
พอเจอเงื่อนอุปาทาน มันจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าควรแก้ตรงไหน แต่มันจะไม่ง่าย เพราะแค่เห็นมันจะไม่ได้แก้ ก็ต้องพิจารณาธรรมฝั่งตรงข้ามกับที่ยึดไปด้วย เช่นโกรธ ก็พิจารณาเมตตา ซึ่งอันนี้ก็ไม่มีสูตรสำเร็จ มันก็อยู่ที่ยึดเท่าไหร่ ยึดมุมไหน คล้าย ๆ ว่ามันก็ต้องถูกเหลี่ยมถูกมุม ถูกปริมาณกับที่เคยยึดไว้ มันจึงจะคลายได้
เล่าคร่าว ๆ ประมาณนี้แล้วกันครับ ยาวแล้ว
จะสรุปให้ชัดว่า จากที่ศึกษามาตอนนี้ผมคิดว่าในรายละเอียดก็ไม่ค่อยเหมือนสายปฏิบัติธรรมไหน ๆ แล้ว ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผมศึกษาจากพระไตรปิฎกเองด้วย ไม่ได้เชื่อข้อมูลบุคคลทั้งหมด
21 สิงหาคม 2567 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์