หลงทางเสียเวลา หลงลัทธิเสียอะไร?
หลายปีที่ผ่านมา มีสารพัดข่าวฉาวแหกหน้าผู้นำลัทธิที่ซ่อนตัวอยู่ในเงาศาสนา พวกเขาบิดเบือนคำสอนให้คนเข้าใจว่า “ฉันนี่แหละคือของแท้” ซึ่งถ้าไม่โดนแฉออกมาก็ใช่ว่าจะรู้กันได้ง่าย ๆ กว่าผู้ศรัทธาจะรู้ว่าถูกหลอกก็เสียหายกันไปมากมาย
คำว่า “ลัทธิ” ในที่นี้หมายถึงกลุ่มความเชื่อที่มักจะมีผู้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งโดยมากจะใช้หลักศาสนาเข้ามาอ้างอิงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หรือกลืนเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกันกับศาสนาเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในรูปของตัวแทนของศาสนา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้หลักธรรมในศาสนามาเป็นแนวทางทั้งหมด ในทางปฏิบัติพวกเขามักจะใช้หลักคำสอนที่ตนเองปรับประยุกต์ไปตามจินตนาการ, ความคิด, ความรู้ของตนเป็นหลักเสียมากกว่า เช่น นักบวชพุทธเถรวาทไม่รับเงิน ดังนั้นการที่มีกลุ่มนักบวชที่ยินดีรับเงินก็คือการแตกออกมาเป็นอีกลัทธิหนึ่ง แตกเป็นอีกกลุ่มความเชื่อหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ยึดตามหลักเดิม แต่เลือกใช้หลักคำสอนใหม่ และทุกวันนี้สภาพเหล่านี้เกิดขึ้นโดยทั่วไปในสังคม และวนเวียนอยู่รอบตัวเรา โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้
ในบทความนี้จะมาแนะนำ 12 ข้อสังเกตว่าคุณอาจจะตกอยู่ภายใต้การหลอกลวงของลัทธิใดลัทธิหนึ่งก็เป็นได้
1.เสียเวลา : เป็นอย่างแรกที่จะเสียแน่นอน เพราะลัทธิทั้งหลายจะพยายามให้คุณใช้เวลาไปกับเขาหรือกิจกรรมของเขา ไม่ปล่อยให้คุณไปใช้เวลากับอย่างอื่นที่เขาคิดว่าไร้สาระ นั่นหมายถึงเวลาที่มีในชีวิตจะถูกใช้ไปกับลัทธิเหล่านั้นโดยสมัครใจ ซึ่งมักจะมีสิ่งที่เป็นนามธรรมแลกเปลี่ยน เช่น บุญ บารมี ความเจริญทางจิตใจ ฯลฯ
2.เสียเงิน : แทบจะทุกคนที่เข้าไปหลงลัทธิจะต้องเสียเงิน แต่ไม่ใช่ว่าจะเสียเท่ากันทุกคน คนมีมากเสียมาก คนมีมากเสียน้อย ลัทธิเหล่านี้จะสรรหากิจกรรมระดมทุนให้คุณควักเงินในกระเป๋าจ่ายอยู่เป็นประจำ โดยข้อเสนอมักจะฟังดูหอมหวานเสมอ เป็นได้ตั้งแต่ แก้กรรม, สร้างมหาทาน, สืบสานศาสนา ฯลฯ
3.เสียสังคม : หากเราใช้เวลากับลัทธิมากขึ้น จะมีกระบวนการโน้มน้าวให้ใช้เวลากับกลุ่มนั้น ๆ มากขึ้นไปด้วย นั่นหมายถึงเวลาที่มีจำกัด ถูกแบ่งเอาไปใช้ให้กับลัทธิตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก นั่นหมายถึงครอบครัว เพื่อน คนรัก ฯลฯ จะต้องถูกแบ่งเวลาที่เคยมีร่วมกันออกไป ให้กับคนหรือกลุ่มคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่ประทับใจจนอยากใช้เวลาร่วมกันมากกว่าสังคมเดิม ๆ
4.เสียความน่าเชื่อถือ : เป็นสิ่งที่ผู้หลงในลัทธิมักจะมองไม่เห็นตัวเอง เหมือนไม่ได้ส่องกระจก ท่ามกลางสังคมกว้างใหญ่ มีความหลากหลาย กลุ่มความเชื่อในลัทธิหนึ่ง ๆ มักจะมีลักษณะไปเชิง “สิ่งนี้คือสิ่งสูงสุดในชีวิต” เมื่อคนเลือกที่จะเชื่อกลุ่มความคิดเล็ก ๆ แม้ดูแล้วมันเหมือนจะดีก็ตามที แต่ก็ใช่ว่าคนอื่นในสังคมเช่น ครอบครัว เพื่อน คนรัก ฯลฯ เขาจะเห็นดีด้วย และยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสูญเสียความน่าเชื่อถือไปเท่านั้น แต่ไม่เป็นไร ลัทธิมักมีคำปลอบใจประมาณว่า คนโลก ๆ เขาไม่เข้าใจวิถีของผู้เจริญหรอก, เขาไม่มีภูมิธรรม, เขาไม่มีปัญญาเข้าใจหรอก ฯลฯ อะไรประมาณนี้
5.เสียโอกาส : เนื่องจากหลายคนเอาเวลาไปทุ่มเทให้ลัทธิ นั่นหมายถึงประตูโอกาสอื่นในชีวิตก็ต้องถูกปิดลง บางคนอาจจะเลือกใช้ชีวิตในอุดมคติ แทนที่จะเลือกศึกษาเล่าเรียนไปตามระบบ บางคนอาจจะเลือกอุดมการณ์ แทนที่จะทำงานทำมาหากินตามวิถีที่ควรจะเป็น พอเวลาผ่านไปนาน ๆ มันก็จะย้อนกลับมาแก้ไขไม่ได้ ผ่านแล้วผ่านเลย หมดแล้วหมดเลย แต่ไม่เป็นไร ลัทธิมักมีคำปลอบใจประมาณว่า มันเป็นโอกาสที่เราจะได้บรรลุธรรม เป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาอริยภูมิ ฯลฯ ทางออกของปัญหา ลัทธิมีทางไปให้เสมอ
6.เสียศักยภาพ : เมื่อคุณอยู่ในลัทธิ โอกาสที่จะได้พัฒนาศักยภาพในชีวิต เหมือนกับคนทั่วไป ที่เรียนรู้ ทำงาน พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ จะไม่เกิดขึ้น เมื่อคุณอยู่ในลัทธิ ศักยภาพของคุณจะถูกตั้งไว้ไม่ให้เกินขอบเขตความรอบรู้ของผู้นำลัทธิ นั่นหมายความว่า ถ้าผู้นำลัทธิโง่ คุณก็จะโง่ตามไปด้วย เพราะพวกผู้นำลัทธิไม่ได้ชอบคนที่ฉลาดกว่าตัวเองเท่าใดนัก เขาชอบแค่คนที่ทำได้อย่างใจเขาเท่านั้น ดังนั้นถ้ารู้สึกว่าอยู่แล้วศักยภาพตก เริ่มใช้ความสามารถไม่ได้เต็มที่ เริ่มไม่พัฒนา นั่นแหละ ใช่เลย
7.เสียอิสรภาพ : กลุ่มลัทธิความเชื่อนั้น มักจะเป็นสังคมเชิงเผด็จการ คือผู้นำลัทธิเป็นใหญ่ ข้อปฏิบัติ วัฒนธรรมองค์กร ก็มักจะถูกสร้างขึ้นมาตามใจผู้นำ ที่เขาคิดว่าข้อปฏิบัติเหล่านั้นดี และมักจะทำให้ผู้ติดตามต้องจำนนในหลักการที่คิดขึ้นมาเอง ซึ่งการเสียอิสรภาพเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญในทางธรรมแต่อย่างใด แต่เป็นไปเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้นำลัทธิเสียมากกว่า
8.เสียความสามารถในการตัดสินใจ : เมื่อเจ้าลัทธิเริ่มครอบงำทางความคิด อันนั้นถูก อันนี้ผิด เขาก็จะเริ่มชี้ทิศทางให้เหล่าสาวกผู้ศรัทธาว่าควรเดินไปทางไหน ใครที่ไม่เดินตามก็มักจะเกิดปัญหาในสังคมลัทธิ ผู้คนที่อยู่ในลัทธิจึงสูญเสียความสามารถในการคิดและการตัดสินใจไปเรื่อย ๆ และพากันพึ่งพาแต่ความคิดของผู้นำลัทธิ ใครคิดตามจะเป็นคนถูกต้อง ใครคิดต่างก็ผิด ไม่เจริญ ลงนรก ฯลฯ สารพัดคำสาปที่ถูกสร้างไว้เพื่อให้เหล่าสาวกผู้หลงผิด เลิกที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง
9.เสียสุขภาพ : แน่นอนว่าถ้าเรียกว่าลัทธิก็คือคนหรือกลุ่มคนที่มีความคิดแหวกไปจากหลักการของศาสนา ดังนั้นผู้ที่มีความคิดแหวก ๆ ก็มักจะทำอะไรแปลก ๆ ซึ่งความแปลกนี้เองก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดี เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า “โง่แต่ขยัน” นั่นแหละ กลุ่มลัทธิมักจะเป็นอย่างนั้น ขยันทำอะไรก็ไม่รู้กันมากมาย แต่ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่ก็พากันขยันทำกันจนเสียสุขภาพ เจ็บป่วย ตาย ก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน
10.เสียสติ : เมื่อหลงอยู่ในลัทธิมากเข้า สามัญสำนึกอาจจะหายไป ซึ่งอาจจะมีสำนึกอะไรใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่จะเริ่มทำสิ่งที่สังคมเขาไม่ทำกัน ทำสิ่งที่สังคมถือสาแล้วคิดว่าควรทำ แถมยังทำด้วยความมั่นใจอีกต่างหาก มารยาท ความเคารพ ความคิดพื้นฐานอาจจะสูญเสียไปด้วย ตัวตนที่มีเริ่มเป็นตัวตนใหม่ในแบบที่ลัทธิต้องการ แต่ไม่ใช่แบบที่สังคมและโลกต้องการ
11.เสียตัวตน : ลัทธิส่วนมาก มักมีกระบวนการสลายตัวตน แต่ไม่ใช่สลายให้เป็นแบบผู้บรรลุธรรมนะ เขาจะสลายตัวตนที่ต่อต้านเขา สงสัยเขา ให้กลายมาเป็นตัวตนที่ศรัทธา เชื่อถือ ยอมตายแทนได้ เขาจะสอนให้ทิ้งตัวตนเก่า คือความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจเก่า ๆ ฯลฯ และปรับใส่ข้อมูลใหม่ตามที่เขาคิดว่าดี สุดท้ายผู้นำลัทธิก็เพียงแค่อยากได้คนที่ทำได้ตามใจตัวเองโดยไม่มีคำถามเท่านั้นแหละ เป็นหุ่นยนต์รับใช้ที่ทนแดดทนฝน ทุ่มเทกายใจให้อุดมการณ์ แม้จะตายก็ยอม
12.เสียชีวิต : คนหลายคนใช้เวลาไปกับการหลงมัวเมาในลัทธิจนตายไปเลยก็มี อย่างที่เห็นในข่าว หลายกลุ่ม หลายผู้นำก็หลอกกันมาเป็นสิบ ๆ ปี ในช่วงเวลาเหล่านั้นก็คงจะมีผู้ศรัทธาตายไปทั้ง ๆ ที่ยังหลงงมงายอยู่ก็ได้ ดีไม่ดีก็ตายไปเพราะอุดมการณ์ลัทธินั่นแหละ ที่ทำให้เขาตาย แต่ไม่เป็นไร ในข้อนี้ลัทธิก็มีคำปลอบใจรอไว้แล้วเหมือนกัน ประมาณว่า ถ้าจะตายก็ได้ตายเพื่อศาสนา ตายเพื่อธรรมะ ตายเพื่อร่วมเส้นทางธรรมสร้างกรรมดีกับคนดีต่อไป ฟังแล้วมันก็จะเคลิ้ม ๆ กันหน่อย นี่แหละคำหวานกล่อมใจที่ผู้ศรัทธารู้สึกว่าถึงตายก็ไม่แคร์
…ก็จบไปแล้วกับสารพัดเสีย 12 ข้อกับการหลงลัทธิที่เราได้คัดมาให้ ในวันนี้หลายผู้นำหลายลัทธิก็ถูกแฉ ถูกจับกันไปบ้างแล้ว แต่ก็แน่นอนว่ายังมีอีกหลายต่อหลายลัทธิที่ยังคงดำเนินการอยู่ในสังคมของเรานี้ การที่เราจะเข้าไปในกลุ่มสังคมใด ๆ ก็ควรจะมีการตรวจสอบให้แน่ใจ และถึงแน่ใจก็ให้ตรวจสอบซ้ำ ก่อนจะถลำตัวจนเสียหายไปมากกว่านี้
. . .
20 มีนาคม 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
