พระไทยกับชีวิตหรูหราลักซูรี่
มีผู้คนเคยกล่าวว่าอยากสบายให้บวชพระ ใช่แล้ว สมัยนี้พระกินหรูอยู่สบาย มีรถรับส่ง ขึ้นเครื่องบินไปไหนต่อไหน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในสมัยพุทธกาล แค่นั่งเกวียนพระพุทธเจ้ายังไม่ให้พระนั่งเลย
มีข่าวพระไทยได้จองห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง สุดท้ายเจอเจ้าของโรงแรมปฏิเสธ ไม่ให้เข้าพัก พระรูปนั้นให้ความเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อ่านแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าพระที่มีชื่อเสียงระดับฉายานักวิชาการศาสนาชื่อดัง จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับศีลในพระธรรมวินัย
ในจุลศีล หรือข้อปฏิบัติหนึ่งของนักบวช พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า ให้รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ฯ นั่นหมายความว่า ถ้าเขาไม่ได้ให้ก็อย่าไปเร้าหรือ อย่าไปอยากได้ ซึ่งการมีศีลจะทำให้ภาพของนักบวชคนนั้นงดงาม ส่วนการไม่มีศีลข้อนี้ สภาพมันก็จะดูแปลก ๆ ไปจากแนวทางศาสนาพุทธ
กลับมาที่ประเด็นที่รู้สึก เอ๊ะ! อีกแบบคือ เดี๋ยวนี้พระเขาจองโรงแรมนอนกันเองแล้วหรอ ไม่ใช่ไปพักที่วัดแถว ๆ นั้นหรอ ทำไมถึงเลือกทางเลือกที่แสนสบายหรูหราเกินพระศาสดาอย่างนั้นล่ะ อันนี้เผื่อไว้ในกรณีข้อมูลไม่ครบแล้วกัน คือถ้ามีฆราวาสเป็นเจ้าภาพจัดแจงให้มันก็ไม่มีปัญหา ก็ดูสมเหตุสมผล แต่การที่พระจะจองโรงแรมเองนี่มันก็ดูไม่ค่อยงามเท่าไหร่ อีกอย่างมันก็สะท้อนเรื่องพระถือเงิน เป็นเรื่องที่ผิดวินัยอีก พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยจะเอาเงินมาจากไหน ไม่มีเงินแล้วจะซื้อของ จะจองโรงแรมได้อย่างไร อันนี้ก็น่าคิดในเชิงวิชาการนะ
กลับมาที่ย่อหน้าแรกสุด ที่บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้พระสะดวกสบายถึงขั้นขึ้นเกวียน ในสมัยพุทธกาลมีพระขึ้นเกวียนแล้วชาวบ้านตำหนิติเตียน พระพุทธเจ้าเลยบัญญัติห้ามว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปด้วยยาน รูปใดไปต้องอาบัติทุกกฏ.”
ต่อมามีพระป่วย ท่านก็อนุญาตให้พระที่ป่วยขึ้นยานได้ ต่อมาพระป่วยขึ้นยานแล้วมันโยกแยกทรมาน ท่านก็อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เช่น ตั่งหรือเปลผ้าได้ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 5 พระวินัยปิฎกเล่มที่ 5 เรื่องยาน [ข้อ14])
สมัยนี้นั่งยานกันเย็นฉ่ำเลยครับ ป่วยไม่ป่วยก็นั่งเป็นปกติ ยานส่วนกลางก็มี ยานส่วนตัวก็มี แบบที่หรูหราหมาไม่กล้าเห่าก็มี สมัยก่อนมีพระที่มีเครื่องบินส่วนตัวด้วย จะหรูหราลักซูรี่กันไปไหนชีวิตนักบวชไทยเนี่ย
ถ้าพูดถึงพระที่ปฏิบัติถูกพระธรรมวินัยก็คงมีนั่นแหละ แต่เป็นส่วนน้อย ไม่ใช่ส่วนใหญ่
26 กันยายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
