กรณีศึกษา วิธีปฏิบัติธรรมแบบผิวเผิน
โจทย์สมมุติดังนี้ว่า ลูกศิษย์มาปรึกษาอาจารย์คนหนึ่ง บอกว่าไม่อยากให้พ่อกินทุเรียน เพราะเขาพึ่งผ่าตัดตามา กลัวพ่อจะมีอาการเจ็บป่วยกำเริบ กระบวนการที่อาจารย์คนนี้ให้ความรู้คือการให้เหตุผลข้อดีในการยอมให้พ่อกินทุเรียน ข้อเสียของการไปห้ามพ่อ พร้อมเกลี่ยให้สิ่งที่พ่อทำเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรยอมรับ เช่น ต้องให้สิทธิ์พ่อได้ตัดสินใจ ต้องให้โอกาสเขาได้เรียนรู้เอาเอง การสอนธรรมกรณีนี้ก็จบไปด้วยเนื้อหาประมาณนี้
จากที่ผมศึกษามา พอนักปฏิบัติธรรมลงรายละเอียดในการจัดการความทุกข์ ก็มักจะทำไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นสำนักเดียวกันก็ใช่ว่าจะเหมือนกัน ต่างสำนักก็ต่างกระบวนการ เช่น บางสำนัก พอรู้สึกทุกข์ มีสติรู้ตัวแล้ว ก็กำหนดจิต รู้นิ่งเฉย ให้มันดับไปเฉย ๆ แบบนี้ก็เป็นกระบวนการแบบสมถะ เน้นทำจิตให้สงบไปดื้อ ๆ ส่วนบางสำนักบอกให้ตัดที่ผัสสะ เช่นพอเกิดการกระทบก็ให้ตัดความต่อเนื่องของการกระทบในจิตนั้น แกก็เอาซื่อ ๆ แบบนี้แหละ สมถะเหมือนกัน ใช้ฐานกำลังจิตเหมือนกัน ใครกำลังจิตดี จิตใจแข็งแกร่งก็จะตัดรอบได้ง่าย ถ้าใครจิตอ่อนต้านแรงกิเลสไม่ไหว ก็ตบะแตกไป สายกำลังจิตพวกนี้เขาถึงให้ฝึกสมถะ จะได้มีแรงใจไว้ฮึดสู้
ส่วนกรณีที่ยกมาตอนต้น เรียกว่าสายรู้แบบผิวเผิน ไม่ได้ลงรายละเอียดในจิตแบบเฉพาะเจาะจง แต่จะใช้เหตุผล หรือตรรกะเข้ามากระทำต่อจิต อาจจะเป็น ความรู้ ธรรมะ แนวคิด คำสอนต่าง ๆ เพื่อให้จิตสงบ เป็นสมถะเหมือนกัน เพียงแต่เป็นใช้ความรู้เป็นเครื่องมือในการกดจิต ไม่ได้ใช้กำลังจิตเป็นตัวกดตรง ๆ
ข้อสังเกตคือ อาจารย์ไม่ได้พาศิษย์พิจารณาลงไปถึงที่เกิดโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) แม้ตัวศิษย์จะเปิดใจฟังแล้ว (ปรโตโฆษะ) แต่เมื่อไม่สามารถลงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองยึดไว้ มันก็ไม่ใช่วิธีแก้ที่ยั่งยืน เพราะเหตุไม่ถูกจัดการ
อย่างกรณีนี้มีสติรู้ได้แล้วว่าเป็นความอยากในมุมเป็นห่วงสุขภาพ สมมุติว่าถ้าเป็นเรา เราก็จะสามารถสืบค้น (ธรรมวิจัย) ต่อไปได้ว่า อธรรมใดหนอเป็นแรงผลักดันให้เกิดความอยากนี้ เราเรียกสิ่งนี้ว่าอุปาทาน แปลว่าความยึดมั่นถือมั่น ด้วยผลคือ ตัณหา (ความอยากไม่ให้พ่อกินทุเรียน) จะต้องมีเหตุคืออุปาทานหรือสิ่งที่เชื่อมั่นว่าดี ซึ่งอาจจะเกิดจากการยึดได้หลายมุม เช่น…
ก). ยึดว่าความรู้ที่มีนั้นถูกต้องที่สุด > ฉันรู้ดีที่สุด
ข). ยึดว่าทุเรียนไม่เหมาะกับคนป่วย > ยึดความรู้ด้านสุขภาพ
ค). ยึดตามคำบอกคำสอนของอาจารย์ว่ากินทุเรียนแล้วจะเกิดพิษร้าย > อาจารย์ของเราเก่งที่สุด > อาจารย์ของเราเป็นผู้บรรลุธรรม
ง). ยึดว่าพ่อต้องสุขภาพดีเข้าไว้ > เพราะไม่อยากดูแลคนป่วย > เพราะรักความสบายของตัวเอง
อันนี้แค่ยกตัวอย่าง ในมุมความยึดนี่คนอื่นเข้าจะไม่รู้กับเราด้วย ว่าความยึดมันมีกี่ชั้น ซับซ้อนเท่าไหร่ กี่ทอดต่อกี่ทอด บางทีมันไม่ใช่แค่ต่อเดียว คนเรายึดมั่วพัวพันกันไปหมด กรณีจะจบตรงนี้ก็ไม่ใช่ว่าคิดเอาดื้อ ๆ ว่าถอดสายอุปาทาน เลิกยึดซะ มันก็จะวนไปสมถะอีก อันนี้เข้ากระบวนการวิปัสสนามาสักพักแล้ว ก็แล้วแต่ว่าคนนั้นจะมีกำลังสติพอจะจำแนกอุปาทานของตัวเองไหวแค่ไหน บางคนเขาเรียกอาการอยากว่าเหตุแห่งทุกข์ พอขุดลงมาเจออุปาทานก็เจอเหตุแห่งทุกข์ในอีกมิติหนึ่ง
เหตุมันก็เกิดตั้งแต่อวิชชา แต่ตัว active – passive มันคือตัณหากับอุปาทาน สมมุติว่าในกรณีตัวอย่าง ความยึดของศิษย์คือไม่อยากให้พ่อป่วย เพราะไม่อยากทุ่มเวลาดูแล แต่ไม่ใช่เพราะความรักสบายของตัวเอง กลับเป็นความรู้สึกที่อยากจะเอาเวลาไปทุ่มเทให้กลุ่มปฏิบัติธรรมที่ตนศรัทธามากกว่าดูแลพ่อ พอมาถึงตรงนี้ก็อาจจะพอจับทางได้ จุดที่ควรใช้หลักธรรมคำสั่งสอนคือรากสุดท้ายที่ค้นเจอ เพราะมันเป็นเหตุของอาการอยากหรือไม่อยาก ที่อยู่ชั้นแรก ๆ
และถึงแม้จะมีหลักธรรม ประโยคที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้เหมือนจะสอนเราเป๊ะ ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตจะยอมปล่อยจากความยึดนั้น ๆ ได้ง่าย ที่จิตมันยึดไว้เพราะรู้สึกว่ามันดี มันถูกต้อง มันเอร็ดอร่อย แม้จะมีพระพุทธเจ้าเทศน์โปรดก็ไม่ใช่ว่าจะคลายความยึดในความถูกต้องที่ตนเองหลงยึดไว้ได้ (ภพ หมายถึงที่อาศัย ที่อยู่ จิตมันไปจองอยู่ตรงหลุมนั้นแล้ว ปักป้ายเป็นเจ้าของแล้ว ถอนได้ยาก)
กระบวนการในช่วงนี้เป็นกระบวนการของการเกิดปัญญา หรือการทำปัญญาให้เกิด ไม่ใช่แบบว่าสติมาปัญญาเกิดแบบที่เขาเข้าใจกัน ในความเป็นจริงปัญญาก็เป็นกระบวนการที่ต้องทำให้เกิด ไม่ใช่ว่าเกิดได้เองโดยอัตโนมัติ ที่มันง่ายเพราะมีธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว มันเลยง่าย แต่ถ้าลองคิดแบบคลำทางเอาเองตั้งแต่แรก มันจะหลงไปอีกกี่ต่อกันล่ะ
สุดท้ายของกระบวนการนี้คือการทดลองเปรียบเทียบซ้ำ ๆ ถ้าปฏิบัติตามที่เรายึดจะเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอนจะเป็นอย่างไร สูตรสำเร็จนั้นไม่มี มีแต่ความพยายามทดลองปฏิบัติผ่านเวลามาเรื่อย ๆ ผู้ที่เข้าใจธรรมะ หลุดพ้นจากความยึดเดิมก็จะค้นพบอิสระของใจ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย
เพราะชีวิตเรามีเรื่องมากมายเข้ามา เรื่องเก่าไป เรื่องใหม่มา ใครจะมีเวลาใส่ใจปัญหาทุกข์ของจิตที่เกิดขึ้นเพียงไม่นานเมื่อเทียบกับเวลาอันแสนสุขในแต่ละวัน ดังนั้นทุกข์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแสวงหาการหลุดพ้นจากทุกข์ ซึ่งก็ต้องใช้กำลังจิตในการจดจ่ออยู่กับมันและกำลังของปัญญาในการชำแหละมัน
ก็จบการแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้เท่านี้ครับ ถือซะว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ
24 กันยายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
