หลุมพรางบนทางพุทธ อริยะเก๊ อรหันต์กลวง
ถ้าสมมติว่าคุณเกิดความสนใจในธรรม ศึกษาและปฏิบัติธรรม แต่พอศึกษาไปจนกระทั่งวันหนึ่งคุณอาจจะได้เจอเหตุการณ์หรือแนวคิดแปลก ๆ คุณจะ “กล้าสงสัย” หรือ “กล้าตั้งคำถาม” หรือแม้แต่ “กล้าคิด” ว่าคนที่คุณให้ความศรัทธาจนหลงเข้าใจไปว่าเขาเป็นพระอรหันต์ตามที่เขากล่าวอ้าง หรือคุณจะนึกคิดเอาเองว่าเขาเป็นอรหันต์ก็ตาม สุดท้ายแล้วเขาอาจจะเป็นเพียงแค่ปุถุชนที่หลงผิด หลงคิดว่าตนเองบรรลุธรรมก็เป็นได้
… ผมมักจะเป็นคนที่จริงจังในการศึกษาเรื่องที่สนใจอย่างมาก อย่างในสายศาสนาพุทธนี่ก็ใช้เวลาเป็นสิบปี เคยคิดจะบวช แต่โชคยังดีที่ครอบครัวยั้งไว้ก่อน เพราะเมื่อได้ลองค่อย ๆ ศึกษาลึกซึ้งขึ้น ก็พบว่าในกลุ่มลัทธิที่ไปศึกษาอยู่นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ “จริง” ตามที่เขาว่า
การที่ใครจะพูดหรือประกาศ หรือทำท่าทีว่าตนเองเป็นพระอริยะหรือพระอรหันต์ได้นั้น ก็เป็นสิ่งที่สามารถพูดออกมาได้ แต่จะจริงหรือไม่จริงนั้น ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์กัน อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ประมาณว่า เราจะรู้ได้ว่าคนไหนมีศีล มีปัญญา ฯลฯ ได้นั้น จะต้องใช้เวลานาน ไม่ได้รู้กันได้ง่าย ๆ และสุดท้ายคือผู้มีปัญญาถึงจะรู้ ส่วนคนโง่ก็ไม่รู้
ผมก็คิดว่าผมใช้เวลานานอยู่นะ ก็เกือบสิบปีเลยล่ะสำหรับ 1-2 กรณีศึกษา แต่มันก็ไม่ได้รู้กันได้ง่าย ๆ เพราะไม่มีหรอกที่คนสวมบทผู้นำลัทธิหรือผู้นำกลุ่มต่าง ๆ จะมาบอกคนอื่นว่า ผมไม่จริงครับ ผมโกหกครับ ก็มีแต่คนบอกว่าตนเองของจริงของแท้ทั้งนั้นแหละ พวกสิ่งไม่ดีหรือจุดที่มันผิด เขาก็มักจะปิดไว้ไม่ให้คนทั่วไปเห็น ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือหลอกจากการรู้จักกันเพียงผิวเผิน
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อาจจะสงสัยว่าผมจะเล่าถึงขีดไหน?
ผมก็คิดว่าจะบอกเป็นเชิงยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับในมุมที่เห็นในสังคมทั่วไปแล้วกันนะครับ เริ่มกันเลย
ประเด็นแรก เงิน อำนาจ และการปกปิด … เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ของศาสนาพุทธ โดยหลักแล้วไม่ให้นักบวชรับเงิน แต่ภาพที่เห็นกลับการรับเงินกันอย่างปกติ กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาคเป็นหลัก อันนี้ก็ยังไม่เท่าไหร่ สำคัญคือความโปร่งใสในบัญชีการเงินและการจ่ายภาษี เรื่องพวกนี้มักจะเป็นดินแดนลี้ลับในกลุ่มลัทธิศาสนาเสมอ พวกเขามักจะไม่เปิดเผยงบการเงินเหมือนกับพวกบริษัทที่เข้าตลาดหุ้น ความโปร่งใสมักจะหาได้ยากในกลุ่มลัทธิที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าถ้ากลุ่มลัทธิศาสนามียักยอกเงิน การเลี่ยงภาษีหรือการตกแต่งบัญชี เหมือนในข่าวที่ออกกันบ่อย ๆ จะหมายถึงอะไร? ก็หมายถึงการโกงเงินประเทศ > ขโมยเงินประเทศ > เป็นขโมย > ผิดศีลข้อ2 > แล้วจะเป็นลัทธิที่มีอรหันต์ได้อย่างไร แค่เรื่องตื้น ๆ ยังทำไม่ได้ เป็นอริยะยังไม่ได้เลย อันนี้เป็นเรื่องชวนให้คิด ให้ตรวจสอบกัน ให้ข้อสังเกตว่าปุถุชนมักจะไม่โปร่งใสในเรื่องการเงิน และไม่รู้สึกผิดในความไม่โปร่งใสนั้น ๆ ด้วย คือจะไม่รีบแก้ไข ไม่คิดว่าควรจะแก้ไขหรือทำให้โปร่งใสเป็นอันดับแรก
ประเด็นที่สอง การล่าบริวาร … เป็นปกติที่ปุถุชนอยากจะได้มาก ๆ อยากให้กลุ่มของตัวเองใหญ่ อลังการ มีคนเยอะ ๆ เข้ามาห้อมล้อมกราบไหว้ เงินก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่การมีคนเป็นตัวตนจริง ๆ มายืนยันในโลกธรรมตัวเองนั้นดูจะเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจของพวกเขาเหล่านั้นมากกว่า การล่าบริวารหรือการมีความอยากให้คนเข้ามาศรัทธาตนเองหรือกลุ่มตนเองมาก ๆ จนใช้การล่อลวง หรืออุบายต่าง ๆ มาล่อ ผิดไปจากแนวทางของพุทธอย่างสิ้นเชิง ตรงนี้ให้สังเกตเอา จะมีสารที่สื่อออกจากผู้นำกลุ่มเป็นระยะ ๆ ว่าอยากให้คนเข้ามามาก ๆ อยากช่วยคนมาก ๆ หรือคำหรือประโยคที่สื่อสารที่มุ่งผลเดียวกันคืออยากให้คนเข้ากลุ่มเรา ไม่อยากให้ไปกลุ่มอื่น
ประเด็นที่สาม ระบบชนชั้น … ความอยากได้บริวารก็มีรายละเอียด ใคร ๆ ก็อยากได้สิ่งดี ๆ ทั้งนั้น กลุ่มลัทธิเหล่านี้ก็เช่นกัน อยากได้คนดี คนรวย คนมีชื่อเสียง คนมีความสามารถ คนขยันทำงาน ส่วนคนไม่ดี คนขี้เกียจ คนป่วย เขามักจะไม่เอา ซึ่งก็ไม่แปลก ใครก็อยากได้ของดีทั้งนั้น ๆ ปุถุชนทั่วไปก็คิดได้ เมื่อเกิดการรวมกลุ่มก็มักจะเกิดการจัดการโดยธรรมชาติ กลุ่มคนที่เห็นจะแบ่งเป็น 6 กลุ่มใหญ่ คือ 1.ผู้บริหาร 2.นายทุน 3.แรงงานชั้นสูง 4.กรรมกร 5.ชาวบ้าน 6.คนบาป
ผู้บริหาร คือกลุ่มที่มีอำนาจในการตัดสินใจต่าง ๆ เพื่อนำพากลุ่มไปยังจุดหมายที่ต้องการ มักจะมีอภิสิทธิ์สูงสุดในองค์กร ได้รับการนับหน้าถือตา ดีไม่ดีก็อวยยศกันเป็นพระอริยะขั้นต่าง ๆ โดยที่กลุ่มนี้จะเป็นนักบวชหรือฆราวาสก็ได้
นายทุน คือกลุ่มคนมีเงินที่มักจะใช้เงินเป็นเส้นทางเข้าถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ มักจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของเหล่าผู้บริหารที่จะเอื้ออวยให้อยู่กันนาน ๆ บริจาคกันเยอะ ๆ มาบ่อย ๆ มาอยู่ด้วยกันเลยยิ่งดี แต่ถ้ามาไม่ได้ก็โอนเงินมาช่วยงานก็แล้วกัน คนกลุ่มนี้จะเป็นที่ถูกใจของทุกกลุ่มเพราะว่ามีน้ำใจ แบ่งปันให้ทานเสมอ กลุ่มลัทธิมักจะเลี้ยงคนเหล่านี้ไว้เป็นพิเศษ หายก็ทัก ไม่มาก็ถามหา
แรงงานชั้นสูง เป็นกลุ่มที่สำคัญมากแม้จะไม่เท่านายทุน แต่ก็จำเป็นเพื่อขับเคลื่อนองค์กร มักจะมีการศึกษาสูง มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในสายอาชีพต่าง ๆ เช่น หมอ วิศวกร สถาปนิก ศิลปิน ผู้ตรวจสอบบัญชี ฯลฯ ถ้ามีคนกลุ่มนี้อยู่ การงานจนกระทั่งการประชาสัมพันธ์ในองค์กรจะเดินหน้าได้ไว คนกลุ่มนี้จึงมักจะได้สิทธิพิเศษในกลุ่มหลายอย่าง รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งมักจะต่างกับนายทุนที่ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากก็บริจาคเงินได้ แรงงานชั้นสูงมักจะต้องทำงานกับข้อมูลที่มีรายละเอียดมากกว่า แต่ผู้บริหารก็มักจะยอมให้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครทำงานให้
กรรมกร เป็นกลุ่มขับเคลื่อนหลักขององค์กร มักจะเป็นคนที่มีนิสัยสู้งาน ขยันทำงาน แม้จะไม่เก่ง ไม่มีทักษะพิเศษ แต่เด่นเรื่องขยัน เป็นมดงานที่ทำงานทั่วไปไปได้เรื่อย ๆ มักจะไม่มีสิทธิพิเศษเหมือนแรงงานชั้นสูง แต่ผู้บริหารก็จำเป็นต้องมีคนกลุ่มนี้ไว้ในองค์กร เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้
ชาวบ้าน เป็นกลุ่มที่มีประชากรมากที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำงานเก่ง ไม่ต้องขยันมากก็ได้ แต่จำเป็นต้องมีไว้ในองค์กร เหมือนกับทะเลที่ต้องมีแพลงก์ตอนไว้ให้ปลากิน เล็กแต่จำเป็น เป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นในองค์กร เอาไว้เป็นตัวประกอบ เอาไว้อวยชาวบ้าน ถ้านายทุนทำทานแล้วไม่มีคนมารับ ไม่มีคนมาสาธุ สาธุ สาธุ นายทุนก็คงจะใจแห้งเหี่ยว ถ้าคนทำงานหนักแล้วไม่มีคนชมก็คงจะหม่นหมอง นี่แหละคือความสำคัญที่กลุ่มลัทธิยังต้องมีชาวบ้านไว้มาก ๆ ในกลุ่ม เพราะยิ่งเสียงอวยดังเท่าไหร่ นายทุนก็ยิ่งจ่าย คนทำงานก็ยิ่งขยัน
คนบาป มักจะเป็นคนที่คิด พูด ทำ ขัดหูขัดตาผู้มีอำนาจหรือผู้บริหาร แต่ไม่ถึงขั้นไล่ออกจากกลุ่ม มักจะโดนกันออกจากกลุ่มหรือการได้รับสิทธิต่าง ๆ เนรเทศไปอยู่ชายแดนไกล ๆ ให้ทำงานที่ไม่สำคัญ ให้เพียงสวัสดิการพื้นฐานให้พออยู่ในกลุ่ม โดยมากมักจะเป็นพวกถูกนำไปเฝ้าที่ดินรกร้างของผู้นำลัทธิ ให้อยู่เฝ้าและจัดการพื้นที่ไป อย่างน้อยก็มีคนเฝ้าที่ฟรี จึงไม่ไล่ออก
… ในองค์กรมักจะมีกลุ่มคนเหล่านี้ และผู้บริหารมักจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ทั้งอำนาจและทรัพยากร เรียกง่าย ๆ ว่ากินหรูอยู่สบายที่สุด ใครก็ไม่มีสิทธิขัดคำสั่งข้า ใครเห็นต่างต้องออกไป โดยสรุปแล้ว เราก็มักจะเห็นกลุ่มคนที่หลงผิดสร้างกลุ่มชุมชนลัทธิขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ตัวเอง แต่เขาจะไม่พูดแบบนั้นหรอกนะ เขาจะพูดว่าเพื่อคนอื่น เพื่อทุกคน เพื่อพวกเรานั่นแหละ ตรงนี้ให้ดูที่ผู้รับผลประโยชน์ เพราะถ้าฟังแต่คำพูด ใครจะพูดอะไรก็พูดได้ทั้งนั้น
ประเด็นที่สี่ อาณาจักรหลายล้าน … นึกถึงเรื่องราวในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าอาศัยที่ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีอยู่ช่วงหนึ่งในชีวิต และท้ายที่สุดในชีวิตท่านก็เดินทางไปในที่ที่ไม่ใช่ของตัวเอง ตัดกลับมาในปัจจุบันกลายเป็นว่าผู้ที่มักจะอ้างว่าเป็นสาวก หรืออริยสาวกจนถึงพระอรหันต์ ก็จะชอบสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่ สร้างตรงนั้นที สร้างตรงโน้นที สร้างด้วยเงินจากความศรัทธาของชาวบ้าน อาณาจักรเยอะแยะยิ่งใหญ่ไปหมด พอสร้างอาณาจักรแล้วก็มักจะพยายามหาคนมาเฝ้า มาอยู่ในอาณาจักรนั้น ๆ กลายเป็นว่าตรงข้ามกับสิ่งที่ควรปฏิบัติหมด บัญญัติความชอบธรรมในแบบตัวเองขึ้นมาใหม่แล้วมักจะมั่นใจว่า อันนี้ถูกธรรมแล้ว อันนี้ดีแล้ว กล่อมสาวกของตนให้หลงวนอยู่ในอาณาจักรที่ตนสร้าง และสุดท้ายกลายเป็นว่าตนเองก็ได้เสพผลเหล่านั้นเป็นเหมือนกษัตริย์ในอาณาจักรที่ตนสร้าง เงิน อำนาจ กฎเกณฑ์ บริวาร การยอมรับ ตนเองเป็นผู้ควบคุมได้ดั่งใจ เป็นวิถีปุถุชนอย่างแท้จริง ไม่ได้มีความเป็นอริยะสักกะนิดเลย
ประเด็นที่ห้า การปรับแต่งคำสอน … อันนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยการศึกษาเปรียบเทียบ เพราะโดยปกติแล้ว ไม่มีใครเขาเอาคำสอนปลอมมาสอน 100% หรอก เขาจะต้องปน ๆ แทรก ๆ เข้ามา หรือจัดลำดับด้วยคำสอนที่ถูกเป็นตัวเริ่มแล้วปิดการขายด้วยคำสอนแบบที่ตนเองคิดขึ้นมา หรือเป็นเคสที่ยึดมั่นในคำสอนหนึ่งจนขาดความเข้าใจในบริบท ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าไม่ให้นักบวชรับเงิน แต่พอรับเงินแล้วก็บอกว่ามือที่ไม่มีแผล จับยาพิษก็ไม่เป็นไร คือคุยว่าตนไม่มีกิเลสถึงจะรับเงินก็ไม่เป็นไร ก็เป็นลักษณะผิดฝาผิดตัว ลักษณะเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ถ้าไม่ศึกษาเปรียบเทียบก็ไม่มีทางรู้ และถ้าคุณพยายามศึกษาเปรียบเทียบทั้งที่อยู่ในลัทธิแบบนั้น คุณไม่รอดหรอก คุณกำลังขัดผลประโยชน์เขา เพราะสุดท้ายมันก็ต้องเลือกว่าจะเอาแบบเถรวาท (ตามพระพุทธเจ้าหรือพระเถระได้สอนไว้ว่า…) หรืออาจาริยวาท (อาจารย์ข้าสอนมาว่า…)
ประเด็นที่หก สภาวธรรมจริง … แม้ว่าเขาจะพร่ำบอกว่าเขาจริง เขาแท้ เขาอรหันต์ขั้นนั้นขั้นนี้ ก็เป็นเพียงแค่คำบอกเล่า ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นจริงตามนั้น พระพุทธเจ้าสอนว่าคนมีกำลังใจจะรู้ได้เมื่อภัยมา (กำลังใจพึงรู้ได้ในอันตราย) จะไม่ได้รู้กันง่าย ๆ หมายถึง เวลาปกติสบาย ๆ มันจะไม่รู้กันหรอกว่าใครของจริงของปลอม เราต้องอาศัยจังหวะที่มันต้องสู้ ต้องทน ต้องกระทบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจต่าง ๆ ในการสังเกต ผมเคยเปรียบเทียบตนเองจากเหตุการณ์หนึ่ง ถ้าเรายังต่ำ ๆ เรายังมือใหม่ในการปฏิบัติธรรม อินทรีย์พละเรายังอ่อน เราจะคล้อยตามคำของผู้นำลัทธิ เพราะเขาก็จะเล่าแต่มุมดี ๆ ของเขา แต่พอผ่านมานาน เราศึกษาและปฏิบัติมานาน อินทรีย์พละเราแกร่งขึ้น พอกลับไปมองเรื่องเดิม มุมมองกลับต่างออกไป ภาษาง่าย ๆ คือ โคตรอ่อนเลยนี่หว่า ไปเถียงสู้เขาทำไม เถียงไปแล้วได้อะไร ไม่เห็นทำได้อย่างที่สอนเลย คือบางคนเขาก็เก่งแค่ในสนามซ้อมของเขา พอลงสนามจริงเขาเป็นหมูสนาม หรือไม่ก็เก่งแต่พูด พอทำจริงไม่ได้เรื่องเลย อีกกรณีศึกษาเช่น เหมือนจะเป็นอรหันต์ เหมือนจะปล่อยวางได้ แต่พอตัวเองป่วย กลับพร่ำบอกแต่อยากตาย จริง ๆ ก็เป็นเพียงสภาวะเหวี่ยง อยากตาย-ไม่อยากตาย เป็นความดิ้นรนของจิตที่หนีไม่ได้ อาการมันออกจนเป็นคำพูดแล้ว เห็นแล้วก็น่าอนาถใจ โม้ไว้เยอะ ทำไม่ได้ ชาวบ้านหลายคนเขายังทำจิตให้สงบได้มากกว่า ลูกหลานผ่อนคลาย ตายอย่างสงบ คนพวกนี้ไม่มีสภาวธรรมจริง เน้นพูดเก่ง ทำไม่ได้ ไม่ได้เป็นหรอกอรหันต์ ปุถุชนเท่านั้นเอง
… จากที่สรุปประเด็นมา ในบทความนี้ผมอาจจะเล่าได้เพียงเท่านี้ เพราะถ้ามากกว่านี้มันจะยาวมาก สาเหตุที่มาพิมพ์นี้ก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสมดุลเท่าไหร่ สมัยก่อนเราเชียร์เขาไว้มาก ทั้งเชื่อ ทั้งเชียร์ ทั้งอวย จนมีคนหลงตามเข้าไป ปัจจุบันคนที่หลงเข้าไปเพราะเราก็ยังไม่ได้ออกมา มันก็รู้สึกไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ที่เราพ้นออกมา แล้วไม่บอกคนอื่นให้ชัด ๆ สำหรับใครที่อ่านแล้วไม่พอใจก็ขออภัยด้วย โลกก็แบบนี้แหละ มีคนสรรเสริญก็ต้องมีโดนติเตียนบ้าง สมัยก่อนก็พิมพ์บทความอวยหลายสิบบทความ อันนี้พิมพ์ฝั่งวิจารณ์นิด ๆ หน่อย ก็ถัว ๆ กันไปนะ
ย้ำกันอีกครั้ง ในช่วงที่ผมศึกษาศาสนามา ไม่เคยเจออรหันต์จริง ๆ เลยสักคน ไม่ต้องตามไปนะครับ มีแต่อรหันต์เก๊ อริยะก็ไม่น่าจะมีเพราะดูนัวผสมปนเปกันไปหมด คือถ้ารู้ความจริงแล้วยังอยู่ก็คงโง่มาก ๆ ล่ะนะ ส่วนใหญ่คือ รู้ว่าไม่ดีแต่ฉันก็รักของฉันเข้าใจบ้างไหม… แบบนี้ก็อยู่กันต่อไป ส่วนคนที่ยังไม่รู้ก็ยังมีทางเลือก คือพิสูจน์ต่อ หรือถอยออกมา เท่านั้นเอง
การไม่ได้ศรัทธาหรือเลิกศรัทธาใครมันไม่ได้ผิดนะครับ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าหาคนสูงกว่าหรือเสมอกันไม่ได้ ให้ไปผู้เดียวเหมือน “นอแรด” คือไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าหลงศรัทธาคนผิดไปเรื่อย ๆ คือไม่คบคนพาลก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนจะเจอคนสูงกว่าหรือเสมอกันหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง
นักบวชนี่ดูง่ายครับ เพราะกฎเกณฑ์ต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เยอะ มีให้ศึกษาเปรียบเทียบเยอะ ส่วนใหญ่ที่เห็นก็แหกกฎกันเป็นส่วนมาก ไม่บอกว่าทั้งหมดนะ เพราะไม่ได้ศึกษานักบวชทั้งหมด แต่เท่าที่เห็นดัง ๆ ก็พอรู้กันอยู่ ที่ให้ระวังคือพวกไม่ได้บวช เพราะไม่มีข้อบังคับอะไรมาก ยืดหยุ่น ยืดได้หดได้ ดูยากครับ อย่ารีบปักใจ ดูไปสักสิบยี่สิบปีสามสิบปี… แต่อย่าไปลองของมาก เดี๋ยวเขาตีหัวแตก
ทั้งหมดก็เป็นความคิดเห็นเชิงวิชาการของผมที่ได้จากการศึกษาในพื้นที่จริงเป็นข้อมูลปฐมภูมิที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรอย่างมากเพื่อให้ได้มา ผู้อ่านท่านใดจะเอาไปศึกษาค้นคว้าต่อในประเด็นต่าง ๆ ก็ยินดีครับ ส่วนประเด็นที่ผมแนะนำให้ศึกษาเพิ่มคือเรื่องความโปร่งใสในเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ศึกษาและปฏิบัติตามหลักศาสนาพุทธครับ
. . .
6 มิถุนายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
