ชนชั้นในสังคมกลุ่มศาสนาในยุคปัจจุบัน
เมื่อคนหันหน้าเข้าศาสนา ก็มักจะคิดถึงเรื่องการปล่อยวาง การละตัวตน พยายามปล่อยเรื่องหนักใจทิ้งไป แต่เมื่อเข้าไปคลุกอยู่ในวงของกลุ่มศาสนา เราอาจจะได้ค้นพบว่ามีการจัดกลุ่มชนชั้นสังคม จนมีตัวตนอย่างเป็นทางการบ้าง ไม่เป็นทางการบ้าง ชั่วคราวบ้าง ถาวรบ้าง เรื่องนี้สำคัญอย่างไร?
ถ้าเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติถูกต้องตามธรรม ถูกตรวจสอบเปรียบเทียบอย่างไรก็ยังไม่พบจุดที่ผิด เรื่องชนชั้นก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ ปัญหาก็อยู่ตรงที่กลุ่มศาสนามักจะมีอำนาจ บริวาร และเงินเป็นจำนวนมาก ลองคิดดูซิว่าถ้ากลุ่มนั้นไม่ได้ปฏิบัติไปตามธรรม บิดเบือนธรรม ชนชั้นในกลุ่มจะกลายเป็นเครื่องกั้น ขัดขวางกีดกันผู้คนในการเข้าถึงข้อมูลทุจริตต่าง ๆ ในทันที
จากการศึกษาค้นคว้า ผู้เขียนจะแยกออกมาเป็น 6 กลุ่มระดับชนชั้นดังนี้
1. ผู้บริหาร
2. นายทุน
3. แรงงานชั้นสูง
4. กรรมกร
5. ชาวบ้าน
6. คนบาป
โดยจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับแต่ละชนชั้นดังนี้
* ผู้บริหาร *
คือกลุ่มชนชั้นที่มีอำนาจสูงสุดในกลุ่มศาสนา ผู้บริหารใหญ่สุดมักจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มหรือลัทธินั้น ๆ ซึ่งจะเป็นนักบวชหรือฆราวาสก็ได้ ส่วนผู้บริหารลำดับรอง ๆ ลงมา ก็ตามแต่ผู้นำสูงสุดจะจัดสรร โดยมากแล้วกลุ่มศาสนามักจะปกครองด้วยลักษณะ “ปิตาธิปไตย” คือ ผู้ชายเป็นใหญ่ มีการรวมอำนาจไว้ที่ผู้นำสูงสุด ควบคุมทั้งทรัพยากรและกฎในกลุ่มนั้น ๆ
เมื่อผู้นำมีอำนาจสูงสุด สังคมในกลุ่มปฏิบัติธรรมจะมีทิศทางไปตามความเชื่อของผู้นำ ถ้าไปทางที่ถูก ก็จะปฏิบัติตามธรรม ละตัวละตนได้ตามลำดับ แต่ถ้าไปทางที่ผิด ก็จะปฏิบัติผิดทาง เพิ่มความยึดติด เพิ่มตัวตนไปเรื่อย ๆ
ผู้นำในกลุ่มศาสนาที่มีความเห็นผิดมักจะปฏิบัติตนเป็นเสมือนเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง คือปฏิบัติตัวให้ดูสูงส่ง แตะต้องไม่ได้ ห้ามติ ห้ามวิจารณ์ ห้ามโต้แย้ง ห้ามตรวจสอบ ห้ามสงสัย ฯลฯ เป็นเสมือนบุคคลเพื่อไว้บูชาอย่างเดียว ให้พูดถึงในแง่ดีอย่างเดียว ไม่ควรปรามาส ถ้าอยากจะลองทำสิ่งที่ห้ามก็ได้ แต่จะโดนสังคมรังเกียจ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของลัทธินอกรีตต่าง ๆ เพราะศาสดาของศาสนาพุทธไม่ได้สร้างกลุ่มที่มีแนวคิดเช่นนี้
ผู้บริหารที่หลงผิดมักจะหลงในอำนาจ เอาแต่ใจ ใช้อำนาจในทางที่ผิด มักจะตัดสินตามใจ ไม่ตามธรรม เราจะสังเกตได้ก็ต่อเมื่อเขาไม่สมหวังในสิ่งที่อยากได้มาก ๆ หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปดั่งที่เขาคิด
ผู้บริหารมักจะมีบทบาทกับทุกชนชั้น มากน้อยต่างกันไปตามลำดับความสำคัญที่ผู้นำกลุ่มให้ความสำคัญ ถ้าผู้นำให้ความสำคัญเรื่องเงิน ก็จะให้ความสำคัญกับนายทุน ถ้าผู้นำให้ความสำคัญเรื่องงาน ก็จะให้ความสำคัญกับแรงงานในชั้นต่าง ๆ ถ้าผู้นำให้ความสำคัญกับเรื่องธรรม ก็จะให้ความสำคัญกับคนที่มีธรรมะ
ลักษณะเด่นของผู้บริหาร : อำนาจ, กฎ, คำสั่ง, กำหนดทิศทางองค์กร
* นายทุน *
เป็นชนชั้นคนมีเงินเหลือ มักจะสนับสนุนเงินให้กับกลุ่ม คนกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยมีเวลาในการร่วมกิจกรรมเท่ากลุ่มอื่น ที่มีมากก็คือเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้บริหารชอบมาก นายทุนมักจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้บริหาร เช่น การได้เข้าพบผู้นำกลุ่มเป็นกรณีพิเศษ การได้รับโอกาสดี ๆ จากผู้บริหารระดับรองลงมา มักจะเป็นสิทธิพิเศษของชนชั้นนายทุน
ภาพทั่วไปที่เราเห็นกันได้บ่อย ๆ คือ ประธานงานบุญต่าง ๆ จะได้นั่งแถวหน้าสุด อย่างน้อยถ้ามีเงินมาบริจาค เขาก็จะให้สิทธิ์ได้หน้าคืนไปนั่นเอง ซึ่งเป็นภาพที่ชาวบ้านทั่วไปจะไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นกันได้ง่าย ๆ
ผู้ที่มีลักษณะเป็นนายทุนมักจะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษนอกจากชนชั้นอื่น ๆ คือการได้รับโอกาสในการ “ร่วมบุญ” กับผู้นำกลุ่ม ซึ่งมักจะเป็นการเสนอ หว่านล้อม หรือกดดันให้นายทุนคนนั้นบริจาคเงินให้กลุ่มศาสนานั้น ๆ หลายกลุ่มลัทธิมักจะไม่ได้มีการรีดไถเงินในลักษณะนี้อย่างเปิดเผย ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมที่ปิดบัง ซ้อนเร้น เพราะภาพมันไม่งาม แถมการเรี่ยไรก็ไม่ถูกหลักธรรมด้วย ส่วนกลุ่มไหนโลภมาก หน้าด้าน ก็ประกาศขอเงินกันตรง ๆ ส่วนเหตุผลในการขอก็คัดมาดี ๆ กันทั้งนั้น เพื่อศาสนา เพื่อมวลมนุษยชาติ ฯลฯ ก็แน่ล่ะ ถ้าประกาศว่าขอมาเพื่อเอาไปใช้ตามใจหรือให้สีกาคงไม่มีใครยอมบริจาคแน่
สำหรับผู้ที่มีชื่อเสียง เช่น ศิลปิน ดารา นักแสดง เมื่อเข้ามาอยู่ในกลุ่มก็มักจะถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับนายทุน แม้พวกเขาจะไม่ได้ใช้เงินในการสนับสนุน แต่การเข้าไปในกลุ่มศาสนาใด ๆ ก็มักจะต้องแลกด้วยการให้เครดิตกลุ่มนั้น ๆ เรียกว่าเอาชื่อเสียงที่สะสมมาไปการันตีกลุ่มนั้น แทนที่จะเป็นเงิน คือให้ความน่าเชื่อถือกับกลุ่ม ในมุมของกลุ่มศาสนาหรือลัทธิที่กระหายชื่อเสียงลาภยศ กลุ่มผู้มีชื่อเสียงจะมีค่ามากกว่าผู้ที่ให้เงินเสียอีก เพราะจะสร้างความน่าเชื่อถือจนเรียกบริวารและเงินบริจาคอีกมากมายตามมาได้
ความสัมพันธ์ของนายทุนกับชนชั้นอื่น ๆ นอกจากผู้บริหารมักจะไม่มีมากนัก ส่วนการเข้าถึงข้อมูลในองค์กรก็มักจำกัดเฉพาะข่าวสารที่ได้รับจากผู้บริหาร โดยมากแล้วมักจะถูกชักนำให้รู้น้อย ๆ บริจาคเยอะ ๆ อยู่นาน ๆ นิพพานไปด้วยกัน (แบบหมดตัวหมดเงิน)
ลักษณะเด่นของนายทุน : ผู้บริจาคเงิน, โอกาสในการเข้าพบผู้นำ, โอกาสและสิทธิพิเศษอื่น ๆ
* แรงงานชั้นสูง *
กลุ่มที่ใกล้ชิดผู้บริหารพอ ๆ กับนายทุน มักจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้นำและองค์กร แต่จะถูกจัดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่านายทุน เพราะขาดผลงานก็แค่เติบโตช้า แต่ถ้าขาดเงินนี่กลุ่มศาสนาก็ดูจะไปไม่รอด
แรงงานชั้นสูงมักจะมีทักษะในอาชีพด้านต่าง ๆ ที่เอื้อให้กลุ่มสามารถเผยแพร่คำสอนออกไปได้ คนกลุ่มนี้มักจะเป็นกระบอกเสียงที่น่าเชื่อถือ ด้วยการงานอาชีพที่ดี หรือด้วยทักษะที่สามารถสร้างการเข้าถึงผู้คนใหม่ ๆ ได้ดี จึงมักจะถูกอกถูกใจผู้บริหาร และมักจะได้รับมอบหมายงานที่มีข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรเพื่อนำไปสร้างผลงานต่อ แรงงานชั้นสูงมักจะทำงานกับผู้บริหารระดับรองจากผู้นำ เพราะโดยทั่วไปผู้นำมักจะไม่ลงรายละเอียดเยอะ ยกเว้นแต่งานที่อยากให้เกิดความสำเร็จเป็นพิเศษ ผู้นำสูงสุดจึงจะลงมาบริหารเอง
จุดเด่นของแรงงานชั้นสูงคือสร้างโอกาสใหม่ให้กลุ่ม หรือการสร้างผลงานในหมวดใหม่ ๆ ที่จะทำให้กลุ่มได้เผยแพร่คำสอน และมีชื่อเสียงมากขึ้น จึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณหรือเครื่องมือเครื่องใช้ราคาแพงเป็นกรณีพิเศษ
ลักษณะเด่นของแรงงานชั้นสูง : มีความรู้ความสามารถ, สิทธิ์ในการใช้ทรัพยากรบางอย่าง, เข้าถึงข้อมูลองค์กร
* กรรมกร *
กลุ่มที่เป็นกำลังหลักในการค้ำจุนองค์กร มีจุดเด่นคือขยัน อดทน เน้นทำงานในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ตนทำ มักจะได้รับมอบหมายงานที่ไม่หลากหลาย มีจำนวนประชากรมาก เพราะความรู้ในการทำงานมักจะใช้เวลาเรียนรู้ไม่มากและไม่ซับซ้อน
กรรมกรในกลุ่มศาสนา มักจะไม่ได้มีบทบาทอะไรในสังคมมาก แต่จำเป็นต้องมี เพราะช่วยแก้ปัญหาจิปาถะในองค์กร เช่นน้ำไม่ไหล ไฟดับ ก็จะมีแรงงานเหล่านี้ไว้แก้ปัญหา แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยให้กลุ่มเติมโตนัก แต่ก็เน้นไปทางประคองรักษาสภาพของกลุ่ม งานจึงออกไปทางดูแลสภาพแวดล้อมและอาหารการกินมากกว่าการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับองค์กร
กรรมกรมักจะไม่ได้รับข้อมูลเชิงลึกขององค์กร แต่ก็มักจะได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเวลามีปัญหาอะไรในชุมชนก็มักจะได้คนกลุ่มนี้ไปแก้ไข จึงได้เห็นความจริงของกลุ่มศาสนาในอีกมุมหนึ่ง เช่นเข้าไปซ่อมไฟในห้องผู้นำแล้วเห็นอะไรที่ไม่ควรจะมีอยู่ตรงนั้น, หรือเข้าไปเห็นความไม่ดีไม่ควรบางอย่างในจุดนั้นจุดนี้ แต่ข้อมูลพวกนี้ก็ต้องอาศัยการปะติดปะต่อเอา ไม่ใช่ข้อสรุป
ลักษณะเด่นของกรรมกร : ขยัน, อดทน, ดูแลสังคม
* ชาวบ้าน *
ประชากรกลุ่มนี้มักจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ที่ไม่มีศักยภาพในการงานที่มากเหมือนคนหนุ่มสาว และไม่มีทักษะด้านอาชีพที่โดดเด่นนัก เป็นคนทั่วไปในสังคม เช่น แม่บ้าน โดยมากก็จะดูแลครอบครัว ดูแลสังคมรอบข้าง
ชาวบ้านมักจะเด่นในเรื่องการอยู่กินพื้นฐาน การทำอาหาร เก็บกวาดเช็ดถู หรือช่วยงานที่เขาต้องการคนช่วยเป็นช่วง ๆ คนกลุ่มนี้ก็จะเข้าไปเติมเต็มในภารกิจต่าง ๆ ได้ดี แม้จะไม่เก่งงานเหมือนสายกรรมกร แต่งานหลายอย่างในกลุ่มศาสนาก็เน้นจำนวนคนมากกว่าคนที่มีทักษะ
คนกลุ่มนี้จะเป็นส่วนเติมเต็มในหลาย ๆ มิติของสังคมกลุ่มศาสนา ด้วยความที่เป็นกลุ่มที่ไม่ได้โดดเด่นด้านใดเป็นพิเศษ เมื่ออยู่ในองค์กรจึงมีการเอื้ออวย ชื่นชมผู้คนกลุ่มอื่น คนที่ได้รับคำชมก็ชุ่มชื่นหัวใจ เช่นผู้นำแสดงธรรมมีชาวบ้านมานั่งพังก็ชื่นใจ นายทุนบริจาคหนักมีชาวบ้านมาสาธุก็ชื่นใจ แรงงานชั้นสูงทำผลงานมีชาวบ้านมาชื่นชมก็ชื่นใจ กรรมกรทำงานหนักมีชาวบ้านมาขอบคุณก็ชื่นใจ ยิ่งมีชาวบ้านมากเท่าไหร่ การให้กำลังใจก็มากเท่านั้น เปรียบเหมือนทะเลก็ต้องมีแพลงก์ตอน เล็กแต่สำคัญ ไม่อย่างนั้นปลาเล็กปลาใหญ่อยู่กันไม่รอด
ข้อมูลในองค์กรที่ชาวบ้านได้รับ มักจะเป็นข้อมูลบอกต่อ ข้อมูลมือสอง หรือข่าวลือ อาจจะแพร่กระจายในกลุ่มศาสนาก็ได้ แต่มักจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นหลายข้อมูลเมื่อบอกต่อกันบ่อย ๆ ก็กลายเป็นเหมือนความจริงได้เช่นกัน แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นอาจจะเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือนใส่สีตีไข่เข้าไปก็ตามที
ลักษณะเด่นของชาวบ้าน : ทำมาหากิน, ช่วยงานเล็กน้อย, เติมเต็มสังคม
* คนบาป *
กลุ่มคนที่ถูกลงโทษจากกฎของกลุ่มศาสนา หรือจากคำสั่งของผู้นำ ซึ่งมีทั้งทำผิดตามธรรมวินัยและทำผิดหูผิดตาผู้นำกลุ่ม
ในมุมของการทำผิดธรรมวินัย พระพุทธเจ้าได้บัญญัติพระวินัย การลงโทษ และการแก้ไขไว้หมดแล้ว ดังนั้นหากเรายึดผิดถูกของพฤติกรรมตามพระวินัย เราก็จะหาข้อสรุปของการตัดสินโทษและแนวทางการแก้ไขได้
แต่ถ้าหากเป็นการทำผิดหูผิดตาผู้นำกลุ่ม ซึ่งก็เกิดจากอคติ-ลำเอียงของผู้นำกลุ่ม (ความเห็นผิด) ทำให้เกิดการตัดสินที่ผิด ไม่เป็นธรรม ลงโทษหนักในคนที่เกลียด ลดโทษให้กับคนที่รัก หรือไม่เอาผิดเลยก็ยังได้
คนบาปมักจะมีแนวคิดที่จะยังพึ่งพากลุ่มศาสนานั้น ๆ ต่อไป จึงยอมโดนลงโทษ แม้จะถูกหรือผิดตามธรรมก็ไม่สำคัญ การยอมโดนลงโทษในกลุ่มศาสนาคือการรักษาสภาพสถานะประชากรในกลุ่มนั้น ๆ เพราะถ้าไม่ยอม จะเดินออกจากกลุ่มไปเลยก็ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าโดนกลุ่มใช้กำลังเหนี่ยวรั้งไว้
การลงโทษโดยส่วนมากมักจะเป็นการจำกัดสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น พูดมากน่ารำคาญก็ไม่ให้พูด, กันออกจากสังคมหลัก ให้ไปอยู่ชายแดนไกล ๆ, กันออกจากกลุ่มและห้ามเข้ากลุ่มมาอีกเป็นจำนวนกี่ปีก็ว่าไป ซึ่งวิธีการลงโทษในกลุ่มศาสนาก็มีหลากหลาย ถ้าในศาสนาพุทธก็ควรอ้างอิงโทษและข้อควรปฏิบัติตามพระไตรปิฎก แม้ส่วนมากในปัจจุบันเรามักจะเห็นวิธีการลงโทษตามใจผู้นำมากกว่าก็ตามที
ลักษณะเด่นของคนบาป : ทำผิดกฎ, ถูกจำกัดสิทธิ์, ถูกกีดกันออกจากสังคม
….. แม้ในทุกชนชั้นจะถูกเรียกว่ากลุ่มเดียวกัน แต่การได้รับสิทธิ์หรือโอกาสจะต่างกันไปตามศักยภาพของบุคคล เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบดูแล้วกลุ่มศาสนาพุทธในปัจจุบัน จะค่อนข้างแตกต่างกับพฤติกรรมในรูปแบบต้นฉบับอย่างมาก
ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนมีนายทุนมาเสนอสร้างวัดให้นักบวช ส่วนปัจจุบันกลายเป็นนักบวชเรี่ยไรจากนายทุนให้สร้างวัดให้ตัวเองเป็นต้น ซึ่งลักษณะเหล่านี้ก็เป็นไปตามความเสื่อมในศาสนาพุทธที่มีทิศทางที่จะเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ เพราะการบิดเบือนธรรมะก็ตาม หรือการไม่ประพฤติตัวตามหลักธรรมวินัยก็ตาม
ถ้าจะให้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกลุ่มศาสนาในปัจจุบัน ก็ดูเหมือนจะมีแต่สายอาจาริยวาท (คำสอนถูกปรับแต่งไปตามผู้นำในกลุ่มศาสนานั้น ๆ ) ส่วนกลุ่มที่ยึดเอาหลักเถรวาทล้วน ๆ ดูจะไม่มี ส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลของอาจาริยวาทรุ่นเก่า ๆ มาทั้งนั้น แต่ถึงกระนั้นหลายกลุ่มก็ยังเรียกตนเองว่าเถรวาท แม้แนวคิดและการประพฤติหลายอย่างจะไม่มีในหลักคำสอนเถรวาทเลยก็ตามที
การมีชนชั้นอาจจะเป็นเรื่องปกติของสังคม แต่เมื่อเกิดชนชั้นขึ้นแล้ว หากผู้นำกลุ่มนั้น ๆ ไม่มีคุณธรรม จึงเกิดการทุจริตและบิดเบือนข้อมูล ทำให้ช่องว่างของชนชั้นกลายเป็นช่องทางในการประกอบมิจฉาชีพเข้าไปอีก การรวมกลุ่มศาสนาจึงกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของมิจฉาชีพหลายคนในปัจจุบัน
อ่านมาถึงตอนจบแล้ว คุณคิดว่าคุณอยู่ในชนชั้นไหนของกลุ่มที่สนใจอยู่ หรือคุณยังเข้าไปไม่ลึกมากพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้น ๆ
…
20 มิถุนายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์
