Home » บทวิเคราะห์ ทำไมคนถึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า คนที่ฉันศรัทธาอาจจะไม่ได้บรรลุธรรมจริงก็ได้?

บทวิเคราะห์ ทำไมคนถึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า คนที่ฉันศรัทธาอาจจะไม่ได้บรรลุธรรมจริงก็ได้?

บทวิเคราะห์ ทำไมคนถึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า คนที่ฉันศรัทธาอาจจะไม่ได้บรรลุธรรมจริงก็ได้?

ประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธมีมายาวนาน ผ่านยุครุ่งเรืองและยุคตกต่ำ กอบกู้ปรับปรุงกันวนไปมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ การที่ผู้ศรัทธาจะเข้าถึงความรู้ดั้งเดิม หรือคำสอนที่แท้จริงนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เรามักจะพบเจอคำสอนที่ถูกปรับแต่งไปตามยุคสมัยหรือตามมิจฉาทิฐิของคนเสียมากกว่า

แม้เหล่าผู้นำทางจิตวิญญาณในปัจจุบันจะไม่ได้ปฏิบัติตัวถูกธรรมวินัยสักเท่าไรนัก แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าทำไม ผู้คนถึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดสงสัย ไม่ตรวจสอบ ปล่อยให้ความเสียหายสะสมต่อเนื่องในหลาย ๆ กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในสังคม เสียหายทั้งทางการเงินและความเสื่อมทรามทางศีลธรรม

ในบทความนี้จะเปิดประเด็นใน 7 หัวข้อหลักดังนี้

1. การเลือกครูบาอาจารย์ตามความถูกใจของตนเอง
2. ธรรมชาติของคนมักจะศรัทธาด้วยความลุ่มหลง
3. การปกป้องความเชื่อตนเองผ่านการปกป้องผู้ที่ตนศรัทธา
4. ทำไมคนถึงไม่กล้าแม้แต่คิดว่าคนที่ตนศรัทธาอาจจะไม่ได้บรรลุธรรมจริง
5. คำสาปแห่ง (อ)ธรรม
6. ผลของกรรมที่มีร่วมกันมาต่อเนื่องยาวนาน
7. ปักมั่นหรือเปลี่ยนแปลง

มาอ่านรายละเอียดกันต่อเลยครับ

1.การเลือกครูบาอาจารย์ตามความถูกใจของตนเอง

เป็นธรรมดาที่คนเราเวลาจะเข้าหาครูบาอาจารย์ก็มักจะเลือกจากการถูกจริตหรือความถูกใจ ก็เหมือนกับหลายคนที่เลือกชอบทีมฟุตบอลสักทีม แล้วเลือกที่จะติดตามเชียร์ สมหวังหรือผิดหวังไปด้วยกัน การเลือกครูบาอาจารย์ในยุคสมัยนี้ก็คล้ายกัน เพราะอะไร? เพราะใคร ๆ ก็พูดธรรมะเหมือนพระพุทธเจ้าได้ (ก็ลอกเลียนมาจากพระไตรปิฎก) ดังนั้นที่เหลือคือสไตล์ว่าใครจะลีลาแบบไหน บางคนชอบหนัก บางคนชอบเบา บางคนชอบตรงไปตรงมาขวานผ่าซาก บางคนชอบแบบมีมารยาทฟังแล้วผ่อนคลาย การเลือกครูบาอาจารย์ที่พูดถูกธรรม ไม่ได้การันตีว่าคนพูดจะถูกต้องตามธรรม อย่างพระใบลานเปล่าท่องจำธรรมได้มากมาย สอนคนบรรลุธรรมก็ได้ แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมก็มีเหมือนกัน ดังนั้นการเลือกตามความถูกใจในช่วงแรก ๆ มักจะวัดอะไรไม่ได้ว่าถูกผิดจริงแท้ พระพุทธเจ้ายังบอกว่า จะรู้กันว่าคนไหนเป็นของจริงยังต้องดูกันนาน ๆ ที่แย่กว่าคือ ถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่รู้อยู่ดีนั่นแหละ

2.ธรรมชาติของคนมักจะศรัทธาด้วยความลุ่มหลง

โดยปกติแล้วคนเราถ้าไม่ได้มีภูมิธรรมเก่ามาดี หรือตั้งใจปฏิบัติตนให้ดี โดยพื้นฐานก็มักจะมีอินทรีย์พละต่ำ หมายถึงอะไร? อธิบายง่าย ๆ ก็เช่น โกรธหงุดหงิดง่าย ความอดทนต่ำ เข้าใจธรรมยาก อะไรประมาณนี้ พอมีกำลังจิตต่ำก็มักจะมีศรัทธาที่ด้อยคุณภาพ คือศรัทธาแบบปักมั่นแบบเอาหัวปักดินแล้วเทปูนทับ ไม่รับรู้สิ่งอื่น ซึ่งจะขัดกับธรรมหมวดอื่น ๆ งงไหมล่ะ? ก็ครูบาอาจารย์เขาชอบสอนว่าต้องเชื่อมั่นจนมั่นใจเชื่อถือเชื่อฟังไม่สงสัยถึงจะบรรลุธรรมนี่นา? ก็ต้องตอบว่ามันก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณไปศรัทธาครูบาอาจารย์ที่เป็นมิจฉาชีพ แล้วปฏิบัติตามคำสอนนี้ก็จบเห่กันเลย แถมยังมีข้อธรรมที่ขัดกันเช่น เหตุแห่งสัมมาทิฐิ 2 ข้อ คือ 1.ฟังความเห็นที่แตกต่าง 2. ทำในใจไปถึงเหตุ และหมวดธรรมยอดฮิตคือ อย่ารีบปักใจเชื่อแม้ว่าเขาจะเป็นครูบาอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือ นั่นเพราะอะไร เพราะปัญญาของเรายังไม่พอที่จะแยกแยะผิดถูก การปักมั่นมักจะให้ผลไปทางร้ายมากกว่า เพราะครูบาอาจารย์ที่เป็นมิจฉาชีพมีจำนวนมากกว่าคนที่ถูกต้อง ดังนั้นการจะปักใจเชื่อ ศรัทธาอย่างหมดตัว เพียงเพราะเขาอ้างว่า เขาเป็นพระอริยะ พระอรหันต์ รู้ทั่วถึงธรรมของพระพุทธเจ้า ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เราต้องศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลอื่น ๆ ร่วมด้วย

3.การปกป้องความเชื่อตนเองผ่านการปกป้องผู้ที่ตนศรัทธา

การปกป้องความเชื่อ เป็นอาการที่มักจะเกิดจากการ “ยึดมั่นถือมั่น” ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งก็คงเพราะผู้ศรัทธาส่วนมากลงทุนไปเยอะ เสียแรง เสียเวลา เสียเงินไปให้กับคนที่ตนศรัทธา ซ้ำร้ายยังเคยไปโม้ไว้เยอะ ว่าอาจารย์ข้าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ เป็นที่สุดในยุค ฯลฯ ทีนี้พอปักมั่นมาก ๆ แล้วเจอกับ “ความเห็นที่แตกต่าง” คนที่มีกำลังจิตต่ำ กิเลสเยอะ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า อ่อน (อ่อนต่อโลก อ่อนแอ อ่อนเปลี้ยเพลียธรรม) ก็จะรู้สึกไม่พอใจ จึงเกิดการต่อสู้ไปตามสัญชาติญาณสัตว์ ที่ต้องปกป้องเขตแดนที่ตนรักหรือที่ตนสมมุติเอาเองว่าเป็นของตน แล้วก็แสดงอาการออกมาผ่านความไม่พอใจ ชักสีหน้า ด่ากลับหรือเถียงแทนอาจารย์ตนเอง หรือไม่ก็ตีหัวอีกฝ่ายเลย อาการทั้งหมดไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็เป็นเพียงขยะที่สร้างจากความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น ซึ่งอาการปกป้องความเชื่อของตนเหล่านี้ (ใครอย่ามาว่าอาจารย์ฉัน) ยิ่งทำก็จะยิ่งทุกข์ แต่จะไม่เป็นก็ไม่ได้ ในเมื่อมันปักใจเชื่อแบบไม่ยอมฟังความเห็นต่างไปแล้วนั่นเอง การจะออกจากสภาพนี้ได้ต้องยอม cut loss ตามภาษาหุ้นคือตัดไฟแต่ต้นลม คือต้องเริ่มรู้ตัวว่าไอ้ที่ลงทุนศรัทธาไปน่ะ จริง ๆ มันอาจจะติดลบแล้ว ส่วนจะเริ่มรู้ตัวได้นั้นมันก็ต้องยอมถอยออกจากความยึดมั่นศรัทธามาฟังความเห็นอื่น ๆ ที่ต่างจากครูบาอาจารย์ตนบ้าง ฟังคนที่เขาวิจารณ์คนที่เราศรัทธาในมุมที่แตกต่างบ้าง ไม่ใช่จะไปชอบใจคนที่เขาชมเขาอวยกันอย่างเดียว ว่าอาจารย์ข้าสุดยอดในใต้หล้า ระวังจะโงหัวไม่ขึ้น เพราะความถูกความผิดมันไม่ได้แสดงเป็นตัวเขียวตัวแดงเหมือนในตลาดหุ้น มันเป็นเรื่องที่รู้ได้ยาก ลึกลับ ปกปิด ซ่อนเร้นอยู่เสมอ และสุดท้าย จริง ๆ แล้วการปกป้องอาจารย์ก็คือการปกป้องความเชื่อ ปกป้องความเห็นความเข้าใจของตนนั่นเอง

4.ทำไมคนถึงไม่กล้าแม้แต่คิดว่าคนที่ตนศรัทธาอาจจะไม่ได้บรรลุธรรมจริง

ด้วยความศรัทธาที่มีมายาวนาน และการอยู่ในกรอบแห่งความดีที่ถูกขีดไว้ด้วยครูบาอาจารย์ของเขา ความรู้ที่มีจึงมักจะถูกจำกัด อาจารย์หรือผู้นำลัทธิไหนก็ตาม ก็มักจะสอนหรือให้ปฏิบัติเฉพาะที่ตนทำได้ดี ทำได้เก่งกว่าชาวบ้านเขา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกต้องตามหลักปฏิบัติตามธรรมวินัย บางคนหยิบคำสอนมาหมวดเดียวแล้วเอามาเป็นท่าไม้ตาย สอนอยู่อย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ยังมีวิธีปฏิบัติอีกมากมาย เมื่อเกิดสภาพจำกัดในด้านความรู้ ก็เหมือนม้าที่ถูกปิดตาวิ่ง มันจะไม่เห็นวิวทิวทัศน์แบบอื่นนอกจากจุดที่เจาะรูไว้ให้มองเห็น ถ้าจะเปรียบกับสุภาษิตไทยก็คือ กบในกะลาครอบ เมื่อเกิดสภาพเช่นนั้น กบจึงเข้าใจว่าในกะลาคือโลกทั้งหมด ตนยิ่งใหญ่คับโลก ก็เหมือนกับผู้ที่หลงศรัทธาผู้นำที่อวดโอ่ว่าตนเองเป็นอริยะบ้าง อรหันต์บ้าง หรือแม้แต่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปบ้าง (มุกนี้ชอบใช้กันเยอะ) ด้วยความรู้ที่จำกัดมองแต่คนที่ตนศรัทธา จึงเข้าใจตามไปจริง ๆ ว่า อริยะเป็นแบบนี้แหละ อรหันต์เป็นแบบนี้แหละ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก็คนนี้แหละ เมื่อเกิดความศรัทธาแบบนี้จะกล้าไหม จะกล้าหือไหม จะกล้าคิดต่างไหม จะกล้าท้าทายไหม ก็ไม่กล้าหรอก ก็เขาใหญ่ที่สุดในโลกแล้วเราจะไปกล้าอะไร จริงไหม? ส่วนใหญ่ก็จะไปกล้าหือกับคนที่คิดต่างแทนนั่นแหละ สบายใจกว่า

อีกประเด็นคือการแจกยศ กลุ่มศาสนาพุทธส่วนใหญ่มักมีการแจกยศพระอริยะสำหรับคนที่เข้าตากรรมการ หรือถ้าขั้นต่ำ ๆ เข้ามาอยู่ในกลุ่มก็ถือว่ามีปัญญาระดับพระโสดาบันแล้ว คนใหม่ ๆ เข้าไปก็ร้องโอ้โหกันเลย ฉันเป็นแค่ปุถุชนมานาน แค่เข้ามาอยู่กลุ่มนี้เขาก็ประเมินว่าเป็นตั้งพระโสดาบัน เขาเห็นคุณค่าในตัวฉัน ก็เป็นซะอย่างนี้แล้วจะสลัดตัวออกจากโลกธรรมที่เขาให้ได้ยังไงล่ะ จริงไม่จริงก็ไม่รู้พิสูจน์ได้ยาก ก็เลยเป็นจุดล็อกจุดหนึ่งที่ปลดได้ยาก มักจะมีไดอะล็อกประมาณว่า เขาเป็นอรหันต์ เขาจึงบอกได้ว่าฉันเป็นพระอริยะจริง ๆ แล้วฉันก็เป็นพระอริยะจริง ฉันศึกษาและตรวจสอบมาแล้ว จบ ปิดประตูการเรียนรู้อื่น ๆ

5.คำสาปแห่ง(อ)ธรรม

แนวโน้มของสังคมในปัจจุบันมักจะเป็นไปในทิศทางให้คนไม่กล้าต่อต้าน ไม่กล้าตั้งคำถาม ไม่กล้าตรวจสอบ จึงเกิดคำพูดติดปากว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” คำนี้กินความกว้างมากถึงขนาดที่ว่าห้ามสงสัย ห้ามตรวจสอบไปด้วย จึงเป็นกรอบที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะสงวนท่าที เพราะทำไปก็จะโดนสังคมประณาม พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ถึงจะรู้ก็ไม่พูด ก็เลยกลายเป็นว่าเหมือนไม่มีอะไรผิด

อีกอย่างคือความดีแปะหน้าไว้คนจึงไม่กล้า ซึ่งมักจะมีคำพูดว่า “ท่านก็ทำดีของท่าน ท่านก็ช่วยคนมามาก ทำดีได้เท่าท่านหรือยัง?” (กลับมาโจมตีผู้วิจารณ์อีกต่างหาก แล้วก็โดนสาปไปในที่สุด) ซึ่งความดีที่ทำนี่มันต้องทำอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครหรอกที่จะมาหลอกให้คนดีศรัทธาด้วยการปล้น ขโมย ด่ากราด ฯลฯ มันก็ต้องเอาด้านดี ๆ หันเข้าหาสังคม มันก็เป็นมารยาททั่วไปในสังคมที่จะทำให้คนอื่นเห็นในด้านดี ๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพียงแค่แผ่นทองคำฉาบหน้าไว้เท่านั้น ข้างในจะกลวงหรือเป็นหนอนกัดกินเน่าในใครจะรู้ได้ และความดีในบางลักษณะจะคล้าย ๆ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร คือรับเงินบริจาคเขามาก็มาก จะไม่ทำดีเลยมันก็น่าสงสัย ก็ต้องเจียดเงินบางส่วนเอาไปช่วยเหลือสังคมบ้าง แถมได้หน้าอีกต่างหาก เงินบริจาคก็เงินชาวบ้าน เอาไปแจกชาวบ้านก็ได้หน้า มีแต่ win win การจะรู้เบื้องลึกของความจริงนี้ได้ต้องดูบัญชีการเงิน แต่ก็แน่ล่ะว่ามีการตกแต่งบัญชีได้ เงินหลายส่วนก็ไม่ได้เข้าบัญชี เป็นเงินลึกลับ จึงตรวจสอบความโปร่งใสไม่ได้ง่าย ๆ ว่าเงินเข้าแล้วออกไปเป็นความดีกี่ % บำเรอตนกี่ % สรุปสั้น ๆ แม้การทำความดีจะดูเหมือนเกราะคุ้มครอง แต่ในความจริงด้านธรรมะ เขาวัดกันที่เจตนา

สุดท้ายในหมวดนี้คือการลงทัณฑ์โดยใช้ข้อธรรม คนที่ศึกษาธรรมมาสักพักจะกลัวกันมาก คือ วิบาก 11 ประการที่เพ่งโทษพระอริยะ เรียกว่ากลัวขี้หดตดหาย ถ้าพลาดทำไปแล้วหาความเจริญในชีวิตไม่ได้เลย ธรรมข้อนี้มีจริง แต่คนที่นำมาใช้ขู่อาจจะไม่ได้มีธรรมะจริง เมื่อเราคิดว่าคนที่เราศรัทธาเป็นอริยะ การจะไปตั้งจิตคิดไม่ดีนั้นก็จะเป็นการทำร้ายตัวเองไปเสียเปล่า ๆ คนจึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดสงสัย ซึ่งเป็นช่องทางให้พวกมิจฉาชีพ ทุศีล เน่าใน ใช้เป็นเครื่องมือเสียเลย อ้าว ก็คนดีเขาไม่กล้าเพ่งโทษพระอริยะ งั้นเราก็เป็นพระอริยะเสียเลย จะได้ไม่มีใครกล้าหือกับเรา ถ้าใครกล้ามาแหยมก็พูดธรรมข้อนี้บ่อย ๆ จะได้กลัวตกนรก หรือถ้าไม่กลัว ก็ทำให้สังคมรังเกียจคนที่คิดต่างได้ กำจัดศัตรูไปในตัว … ธรรมะในบางสถานการณ์ก็เหมือนมีด ใช้ทำอาหารก็ได้ ใช้ทำร้ายคนอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทและเจตนาในการใช้ ถ้าใช้ถูกธรรมก็เป็นข้อควรสังวร ถ้าใช้ผิดก็เป็นคำสาป

6.ผลของกรรมที่มีร่วมกันมาต่อเนื่องยาวนาน

ไม่มีใครอยากจมปลักกับคนชั่วหรือคนดีปลอม ๆ หรอก บางทีมันมีวิบากกรรมที่ผูกกันมาหลายภพหลายชาติ เจอผู้นำลัทธิป้อนคำหวาน ให้เกิดมาเจอกัน ทำความดีร่วมกัน ได้เป็นอาจารย์ลูกศิษย์กันอีกนะ ต่อภพต่อชาติไปยืดยาว เวลาจิตมันผูกไปแล้วมันมีผลต่อเนื่อง ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่าแรงเฉื่อย ถึงเราจะพยายามหยุด แต่มันก็จะยังเหลือแรงให้พุ่งไปอยู่ ก็เหมือนกันกับที่ว่า บางคนรู้ว่าครูบาอาจารย์ตนเป็นมิจฉาชีพ ที่ผ่านมาคือหลอกลวงทั้งหมด แต่ก็ยังรัก ยังศรัทธา มันเป็นแรงเฉื่อยของเจตนาในอดีต (กรรม) ที่ยังมีผลอยู่ในปัจจุบัน เหมือนกับที่เราขว้างก้อนหินออกไป สมมุติว่าเราหัวใจวายตายทันที แต่ก้อนหินยังเคลื่อนไปอยู่ คือผลของการกระทำของเรายังอยู่ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมได้อีกแล้ว มันแค่เคลื่อนไปตามแรงกระทำของเราเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน

จิตที่มีแรงศรัทธา ก็คือแรงปักยึด ยิ่งฝึกจิตให้มีแรงศรัทธาเท่าไหร่ก็ยิ่งยึดแน่น ส่วนใหญ่ไม่ต้องฝึกเอง แค่เอาตัวเองเข้าไปหมกอยู่ในกลุ่มความเชื่อนั้น ๆ นาน ๆ แรงยึดมันก็จะเพิ่มได้เอง แรงยึดที่มากจึงทำให้คนเราไม่สามารถสลัดให้หลุดออกจากความเชื่อเดิมได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จนกว่าเหตุที่เคยทำมาจะหมดแรงไป ก็เหมือนกับพระเทวทัตที่ต้องตามจ้องล้างจองพลาญพระพุทธเจ้ากันจนชาติสุดท้าย เพราะความแค้นมันมีแรงเฉื่อย ความรักความศรัทธาก็เช่นกันถ้ามีแรงกรรมที่มากก็จะไม่สามารถมองออกได้ในทันที

7.ปักมั่นหรือเปลี่ยนแปลง

เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกตระหนัก มักจะมีทางเลือกขึ้นมาชัด ๆ 2 ทาง คือศรัทธาให้มากขึ้นหรือเดินถอยออกไป ถ้าเราเลือกที่จะเชื่อผู้นำจิตวิญญาณของเรา เราก็ต้องเพิ่มศรัทธาขึ้นเพื่อก้าวผ่านคำครหาให้ได้ หรือถ้าเราสงสัย ระแวง ความศรัทธาที่มีก็จะถดถอยลง เหตุการณ์ลักษณะนี้มักจะเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่คลุกอยู่ในวงการผู้ปฏิบัติธรรม

มันก็อยู่ที่เราจะเลือกว่าเราจะอยู่หรือเราจะถอย ซึ่งการเลือกนั้นจะมีเหตุผลที่ถูกหรือผิดเป็นแรงผลักดันเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของผู้เลือก

พระพุทธเจ้าตรัสถึงการที่คนจะรู้จักกันว่ามีศีลมีปัญญาจริงตามที่กล่าวอ้างไหม ต้องใช้เวลาพิสูจน์กันนาน ผู้มีปัญญาจึงรู้ ผู้ไม่มีปัญญาไม่รู้ ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความทุกคนที่อยู่ในสังคมนั้น ๆ จะรู้ได้ทั่วถึงเท่ากันหมด การรับรู้จะเป็นไปตามระดับปัญญาของคนนั้น ๆ จึงไม่ใช่ว่าต้องตอบแบบฟันธงไปเลยว่า ทุกคนจะต้องเห็นอย่างนั้นหรือเห็นอย่างนี้เป็นแบบเดียวกัน

… 7 ข้อจบไปแล้ว สำหรับผมคิดว่าการที่คนจะยอมรับความจริงตามความเป็นจริงได้นั้น เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งในกรณีที่หลงผิด มันก็จะต้องยอมรับความโง่ของตัวเองด้วยที่ไปหลงศรัทธาเขาเอง การจะยอมรับอย่างจริงใจว่าตนเองโง่ เข้าใจผิด อ่อนต่อโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่การคิดเสียว่าฉันคือถูกแล้ว ฉันไม่ได้หลงผิด คนอื่นหลงผิด ฉันถูกต้อง มันจะง่ายกว่าเพราะไม่ต้องปรับแก้ไขอะไร ไม่ต้องเสียหน้า แถมยืดอกภูมิใจได้อีกว่ากลุ่มที่ฉันเชื่อนี่แหละถูกต้องถูกตรงที่สุดในยุคสมัยนี้แล้ว

ที่ร้ายกว่านั้นคือถึงแม้จะรู้แล้วก็ยังคิดประมาณว่า มีที่ไหนดีกว่านี้อีก ถึงที่นี่จะผิด แต่ก็ถูกตรงที่สุดแล้ว มีแนวคิดแบบม้าปิดตา แบบนี้ได้อยู่กันไปกับเขาอีกนาน เพราะหย่อนยานในด้านศีลธรรมไปด้วยกัน
หากจะสรุปบทความอันยืดยาวนี้ด้วยข้อความสั้น ๆ ว่าทำไมคนถึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า คนที่ฉันศรัทธาอาจจะไม่ได้บรรลุธรรมจริงก็ได้? คำตอบนั้นคือ “ความยึดมั่นถือมั่นและปัญญาพละอ่อน”

. . .

11 มิถุนายน 2569 – ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *